3 เหตุผลที่เจ้าของสินค้าควรทำ SEO

SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีโครงสร้างและสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ Google แนะนำ ตามปกติแล้วในหน้าผลการค้นหาแต่ละหน้า จะมี 10 อันดับ แต่ว่าอัลกอริทึมของ Google นั้นก็มีการอัปเดตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น อันดับในเว็บไซต์จึงมีโอกาสถูกปรับเปลี่ยนได้เสมอ ซึ่งหากใครได้อยู่อันดับหนึ่งหรืออย่างน้อยติดอันดับในหน้าแรก ก็จะได้ประโยชน์ทางธุรกิจอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 3 เหตุผลที่เจ้าของสินค้าควรทำ SEO ดังต่อไปนี้

เหตุผลที่ 1 ทำให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า
การเขียนบทความเข้าไปบนเว็บไซต์ ช่วงแรก Google จะยังไม่ทราบว่าเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับสินค้าอะไรเป็นพิเศษ เจ้าของสินค้าจึงจำเป็นต้องทำ SEO และเน้นการทำบทความสินค้าที่น่าอ่าน ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ ทั้งนี้ต้องมีการค้นคว้าคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมค้นหาด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสการถูกค้นเจอได้ง่าย การใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องและการทำเนื้อหาที่ดีมีคุณภาพ จะทำให้เกิดการแชร์เนื้อหาต่อไปยังแหล่งอื่น ๆ ในอินเทอร์เน็ต ก็จะยิ่งทำให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของเจ้าของสินค้ามากขึ้น และเมื่อ Google เริ่มให้ความน่าเชื่อถือแล้ว เว็บไซต์ก็จะมีโอกาสถูกจัดอันดับในผลการค้นหาสำหรับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลที่ 2 SEO ช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหา
การที่เจ้าของสินค้าหลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องทำ on page optimization คำตอบคือทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Good User Experience ยิ่งเว็บไซต์ขายสินค้าสร้างประสบการณ์ที่ดีมากเท่าไหร่ เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นก็มีโอกาสติดอันดับหน้าแรกมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้เจ้าของสินค้าหลายคนยังสงสัยอีกว่า ทำไมต้องทำ Off page optimization ด้วย คำตอบคือทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Authority หรือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับเช่นเดียวกัน หากเว็บไซต์สินค้าใดมีค่า Authority มาก โอกาสที่เว็บไซต์นั้นจะถูกนำแสดงในหน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น

เหตุผลที่ 3 เนื้อหาที่อัปเดตทันสมัย จะเป็นที่ถูกใจของ Google
ในกระบวนการทำ SEO นั้น จะต้องมีการอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ นำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าและบริการ เช่น แนะนำการใช้งาน หรือเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เว็บไซต์ดูมีความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ และมีทราฟฟิกหรือผู้ชมในอัตราคงที่หรือเพิ่มขึ้น ซึ่ง Google จะให้ความสนใจเว็บไซต์ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้น SEO จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของสินค้าควรใส่ใจและวางแผนทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ Google มองว่าเป็นเว็บที่กำลังดำเนินงานอยู่ และมีโอกาสถูกจัดอันดับในผลการค้นหาที่ดีขึ้นด้วย

นอกเหนือจากการทำ SEO แล้ว เจ้าของสินค้าต้องไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือคุณภาพของสินค้าหรือบริการ เพราะหากติดอันดับหน้าแรกได้แล้ว แต่ถ้าสินค้าไม่สนองความต้องการ หรือไม่ถูกใจผู้บริโภค การติดอันดับหน้าแรกก็จะไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจมีกำไรนัก ในทางตรงกันข้าม หากสินค้าคุณภาพดีถูกใจผู้ใช้ การติดอันดับหน้าแรกก็จะกลายเป็นแรงบวก ส่งผลให้สร้างยอดขายได้มากขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังในการทำ SEO

การทำธุรกิจออนไลน์จำเป็นต้องมีเว็บไซต์หรือเพจในเฟซบุ๊ก เพื่อใช้ในการเผยแพร่บทความประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการ เพื่อกระตุ้นยอดขายและทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในแบรนด์ โดยในปัจจุบันการทำระบบ SEO หรือ search engine optimization มีความสำคัญมาก เพราะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาในเว็บไซต์หรือเพจของคุณได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังในการทำเว็บไซต์ SEO มีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

  1. การคัดลอกเนื้อหา

เนื้อหาบทความในเว็บไซต์หรือเพจ SEO ควรเป็นข้อมูลใหม่ ไม่ไปคัดลอกจากเว็บไซต์ใด ๆ มา เพื่อให้ไม่มีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจถูกเว็บไซต์ต้นฉบับแจ้งรายงานต่อกูเกิ้ล หรือถูกระบบ algorithm ตรวจจับได้ การเขียนเรียบเรียงใหม่หรือการแปลจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน อังกฤษ เกาหลี โดยเฉพาะข่าวดาราต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจการเมือง ฯลฯ ควรทำเป็นสำนวนตัวเองด้วยเช่นกัน ไม่ควรใช้ระบบ Google Translate ซึ่งเป็นระบบ AI ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ มิฉะนั้นจะถูกลดคะแนนอันดับการค้นหาลงไปด้านล่างได้

  1. ความยาวของเนื้อหา

การทำ SEO ให้กับบทความที่อยู่บนเว็บไซต์ ควรมีความยาวมากกว่า 1,000 คำ และเน้นเนื้อหาสาระที่เข้มข้น ตอบโจทย์กลุ่มคนเป้าหมายที่ต้องการหาข้อมูลในเชิงลึกแต่ถ้าทำ SEO ให้กับเพจที่อยู่บน Facebook ควรทำความยาวที่ 100-300 คำ เพราะกลุ่มคนที่ใช้งานเฟซบุ๊กมีความสนใจแตกต่างไปจากเว็บไซต์ ส่วนใหญ่แล้วคนที่เล่น Facebook จะนิยมชมคลิปวีดีโอและอ่านข้อความแบบสั้น ๆ จึงไม่ควรทำเนื้อหายาวเท่ากันหรือใช้ภาพเดียวกันโพสต์ในหลายแพลตฟอร์ม ถ้าเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเช่นนี้ ก็จะวางแผนทำเนื้อหา SEO ที่เหมาะสมได้

  1. ลิขสิทธิ์รูปภาพ

รูปภาพที่ใช้ประกอบในเพจหรือเว็บไซต์ จำเป็นต้องปลอดปัญหาลิขสิทธิ์ กล่าวคือ ต้องไปหาจากเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวบรวมภาพฟรี เพื่อนำมาใช้ได้โดยไม่ถูกฟ้องร้อง หรือสร้างสรรค์ภาพใหม่ขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายรูป และตัดแต่งด้วย Application ต่าง ๆ มิฉะนั้นจะถูกรายงานจากเจ้าของผลงานและเสียค่าปรับการละเมิดลิขสิทธิ์ได้

  1. การตั้งชื่อเพจ

ไม่ควรตั้งชื่อเพจหรือเว็บไซต์แบบขาดหลักการ หากต้องการถูกสืบค้นง่าย ควรใช้ชื่อที่มี keyword ที่คนนิยมสืบค้นและตรงกับสินค้าที่จำหน่ายด้วย เช่น ทำเว็บไซต์ขายดอกไม้ ก็ควรมีคำว่าดอกไม้ หรือ flower หรือ รับทำ SEO ก็ควรมีคำว่า SEO เป็นส่วนประกอบในชื่อเว็บไซต์ด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจดจำง่าย มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่และลูกค้าประจำมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีข้อที่ควรระวังหลายอย่าง หากคุณเข้าใจหลักการและนำมาปรับใช้ในส่วนต่าง ๆ นอกจากจะไม่พลาดทำผิดกฎของ Google หรือเฟซบุ๊ก จนถูกระบบ algorithm ตรวจจับได้แล้ว ยังช่วยให้การทำธุรกิจออนไลน์เติบโตได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้าในระยะยาวด้วย

SEO ช่วยเพิ่มโอกาสด้านไหนบ้างในหลักธุรกิจยุคใหม่

การตลาดออนไลน์ที่คุณเห็นข้อมูลมักจะเห็นทาง Facebook Youtube เป็นส่วนใหญ่ แต่การตลาดทาง Google นั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะเป็น Search Engine ที่มีการใช้งานมากที่สุดในโลก โดยสถิติในแต่ละวันมีการค้นหาถึง 35 ล้านครั้งต่อวัน หมายความว่า มีกลุ่มลูกค้าที่คุณสามารถเข้าถึงได้ในจำนวนมหาศาล เมื่อมีการทำ SEO จะมีอัลกอริทึม (Algorithm) วัดว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพหรือไม่ เช่น คนเข้ามาดูเยอะรึเปล่า เนื้อหาถูกต้องหรือเหมาะสมและมีการหลอกลวงหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือกับเว็บของคุณได้ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีผู้คนเข้ามามากมายในแต่ละวัน

การขยายตลาดจากพฤติกรรมค้นหาผู้ใช้

การเพิ่มช่องทางการตลาดสามารถโปรโมทด้วยการทำ SEO ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจหรือการขายสินค้าได้ หมายความว่า หากมีคนเข้าเว็บไซต์ประมาณ 10,000 คน ก็อาจมีการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการถึงหลักร้อยคน ยิ่งถ้าเว็บไซต์มีจุดเด่น ก็จะทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้นไปอีก จนเป็นที่รู้จักในประเทศและยังสามารถขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ถึงแม้ว่าการทำ SEO อาจจะใช้เวลานานแต่ก็มีประสิทธิภาพในการโปรโมทหรือการทำการตลาดโดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเว็บไซต์ ซึ่งจะดีกว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบในด้านค่าใช้จ่ายกับการโปรโมทด้วยวิธีอื่นหรือการยิงแอดแบบคีย์เวิร์ด เช่น หากมีธุรกิจหนึ่งที่เกี่ยวกับการขายรองเท้ากีฬา แล้วลูกค้าที่ซื้อรองเท้ากีฬาก็จะค้นหาว่า “รองเท้ากีฬาผู้ชาย” ‘รองเท้าเตะฟุตบอล” “รองเท้าฟิตเนส” เจ้าของธุรกิจที่ขายรองเท้ากีฬาก็จะซื้อโฆษณาจากระบบ เช่น Google Ads โดยใช้คำที่ลูกค้านิยมค้นหาไปตั้งค่าไว้ ถ้าโฆษณาขึ้นแสดงและถูกคลิก ก็จะจ่ายค่าโฆษณาแบบต่อ 1 คลิก ในทางตรงข้าม การทำ SEO สามารถแสดงเว็บไซต์ในหน้าผลการค้นหาแบบธรรมชาติอยู่แล้ว และไม่ต้องเสียเงินเมื่อถูกคลิก ในระยะยาวจึงประหยัดกว่านั่นเอง

ลูกค้าตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้วางไว้

เมื่อเว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักแล้ว ก็จะช่วยให้ได้ลูกค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น คีย์เวิร์ด คำว่า “ผลบอลเมื่อคืนแมนยู” กลุ่มเป้าหมายที่จะมาดูเว็บนั้น จะตรงกลุ่มกว่าการค้นหาผ่านคำกว้าง ผลบอลเมื่อคืน ผลบอลเมื่อวาน แต่แน่นอนเราควรมีข้อมูลหน้าเว็บให้สอดคล้องกับคีย์ด้วย ไม่เช่นนั้นผู้ใช้จะเข้ามาแล้วปิดเว็บทิ้งไปในเวลาอันสั้น โอกาสเสนอโฆษณาต่างๆจะน้อยลง นอกจากนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเหนือคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เนื่องจากการทำ SEO จะทำให้ได้พบกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางมากกว่าการเปิดร้านอย่างเดียวโดยที่ไม่ทำ SEO

นี่คือแนวทางที่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณได้ทำเลที่ดีหรือติดหน้าแรกของผลการค้นหา ซึ่งจะส่งผลดีในการเพิ่มโอกาสด้านต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ดังนั้น การทำ SEO ปรับปรุงหน้าเว็บไซต์เพื่อให้เหมาะสมกับ Search Engine จึงมีความสำคัญในการจัดอันดับให้ดีขึ้น ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้รวดเร็วและยั่งยืน

วิธีและ SEO เพื่อเอาตัวรอดบน Facebook Algorithm 2020

Facebook เป็นสื่อ Social media ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 ทำให้นักการตลาดส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญในการทำการตลาดบน Facebook เพื่อดึงความสนใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็น User Facebook ให้เข้ามาสู่ธุรกิจของตัวเอง

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 จนถึงปัจจุบัน Facebook มีการปรับอัปเดตระบบหลายครั้งเพื่อให้ได้การแสดงผลตอบโจทย์กับ User มากที่สุด โดยในยุคแรกที่ยังไม่มี Algorithm ในการจัดการข้อมูล Facebook เน้นที่การโชว์ข้อความที่โพสต์ใหม่ให้ผู้ใช้งานได้เห็นก่อนเพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ตกเทรนด์ล่าสุด ต่อมาในปี ค.ศ. 2015 Facebook เพิ่ม Algorithm เข้ามาเพื่อปรับให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกข้อมูลที่ตัวเองต้องการเห็นก่อนได้ด้วยตัวเองเพียงกดปุ่ม See First บน Facebook page จนกระทั่งในปี ค.ศ.2018 Facebook ได้นำการใช้งานแบบ Engagement ที่เน้นการโต้ตอบมาใช้เพื่อลดจำนวนโพสต์ขายสินค้าลงและเพิ่มความสำคัญในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ให้เพิ่มมากขึ้น

ในปี ค.ศ. 2020 Facebook ได้มีการปรับ Algorithm อีกครั้งเพื่อนำเสนอโพสต์ที่ถูกใจผู้ใช้งานมากขึ้น ทำให้โพสต์ขายของหมดไป โดยวิธีการเอาตัวรอดหลังจากปรับ Algorithm ครั้งใหม่สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีการเอาตัวรอดหลังจากปรับ Algorithm

กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การทำโพสต์บน Facebook ในปี 2020 เน้นให้มีการตอบโต้กันระหว่างเพจและผู้ใช้งาน ทำให้โพสต์การทำโพสต์ที่ดึงดูดให้ผู้ใช้งานคอมเม้นท์ กดปุ่ม Emotion หรือกดแชร์ จึงถูกแสดงบนหน้าฟีดนานกว่าและยังเป็นวิธีสร้างฐานแฟนคลับที่ดีกว่า ซึ่ง Content ที่น่าสนใจควรมีความเฉพาะเจาะจงและนำ SEO มาใช้เพื่อเรียกกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาสู่ Facebook page ให้เพิ่มมากขึ้น

กำหนดช่วงเวลาโพสต์ การโพสต์ข้อมูลในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย จะทำให้โพสต์มีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นจึงควรโพสต์ Content ใหม่ ในช่วงเวลาเดิมทุกวันเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ทราบเวลาในการอัปเดตข้อมูล

นำ VDO Content มาใช้ เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้งานโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่มีเวลามากพอในการอ่าน Content ดังนั้น การทำ VDO จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดเวลาในการรับข้อมูลมากขึ้น โดยความยาวของ VDO ที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 3 นาที

สร้าง Facebook Group เพื่อจับกลุ่มเป้าหมาย การตั้ง Group บน Facebook โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จะทำให้สามารถนำเสนอ Content ให้กับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้ง่ายขึ้น และยังเป็นวิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

Call to action เน้นย้ำให้แชร์ กลุ่มเป้าหมายย่อมมีการตอบโต้และกดติดตาม Facebook page หรือ Facebook group ที่ตนเองสนใจอยู่แล้ว แต่การเน้นย้ำให้กลุ่มเป้าหมายแชร์ Content เป็นวิธีที่ช่วยขยายฐานกลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มมากขึ้น และยังเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดค่าโฆษณาได้ดีกว่า

การปรับตัวให้เข้ากับ Algorithm ที่ Facebook กำหนดไว้เพียง 5 วิธีข้างต้น เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถทำกำไรได้จาก Social media อันดับ 1 ของโลกได้อย่างต่อเนื่อง

วิธีการเอาตัวรอดหลังจากปรับ Algorithm

เทคนิค 6 ข้อ ตั้งหัวข้อ SEO ให้ได้ยอดคลิกเยอะกว่าที่ผ่านมา

หัวข้อของ บทความ SEO มีความสำคัญและเป็นหน้าด่านแรกในการเรียกคนให้คลิกเข้าไปดูเนื้อหาของคุณเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นการตั้งหัวข้อจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่แพ้กลยุทธ์การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องและเหมาะสม เราจึงเอาเทคนิคการตั้งหัวข้อมาฝากให้คุณเรียกคนเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณให้เยอะขึ้นดังต่อไปนี้

เทคนิคการตั้งหัวข้อ SEO

ใส่คีย์เวิร์ด : แน่นอนว่าหัวข้อของคุณจะต้องมีคีย์เวิร์ดที่คนใช้ค้นหาด้วย ยิ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแรงจูงใจให้คนอยากคลิกเข้าไปอ่านในเนื้อหาของคุณได้มากขึ้นเท่านั้น

อ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ : ทางที่ดีที่สุดคือการใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและไม่ควรเป็นหัวข้อที่ยาวจนเกินไป เพราะเมื่อไหร่ที่หัวข้อยาวจะทำให้คนเลื่อนผ่านเนื้อหาของคุณไปโดยทันทีแบบไม่ต้องเปิดอ่าน ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายยิ่งกว่าการอธิบายหัวข้อด้วยการใช้คำหลายคำเสียอีก แต่ถ้าคุณทำได้ก็จะทำให้มียอดคลิกเพิ่มได้

เขียนให้ได้ Call to action : หัวข้อแบบ call to action จะช่วยให้คนคลิกเข้าไปในเนื้อหาของคุณเหมือนเป็นการสร้างแรงจูงใจอย่างหนึ่ง ซึ่งหัวข้อนี้เหมาะกับการทำ sales page เช่น การใช้คำว่า คลิกด่วน! เฉพาะคุณเท่านั้น! อย่ารอช้า! รีบเปิดก่อนหมดสิทธิ์! เป็นต้น

ตั้งชื่อหัวข้อด้วยคำถาม : ลองคิดดูสิว่าเวลาคุณค้นหาคำตอบอะไรก็แล้วแต่ คุณจะเริ่มต้นด้วยคำถามด้วยเช่นกัน เทคนิคนี้จะทำให้คนที่เลื่อนมาเจอหัวข้อของคุณรู้สึกอยากค้นหาคำตอบ ซึ่งความรู้สึกอยากค้นหานี้จะนำไปสู่การคลิกเข้าไปดูเนื้อหาด้านในนั่นเอง เช่น การใช้คำว่า ทำไม… อะไรคือ…

กระตุ้นอารมณ์ให้คลิก : ความตื่นเต้นเร้าใจและปลุกใจเป็นสิ่งที่สร้างความอยากรู้อยากเห็นของคุณได้ ซึ่งเมื่อไหร่ที่คุณกระตุ้นอารมณ์ความอยากรู้ของคนได้เมื่อไหร่ ก็จะทำให้เนื้อหาของคุณถูกเปิดอ่านได้แบบง่าย ๆ เช่น การใช้คำว่า ด่วน! พิเศษ! เท่านั้น! เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหัวข้อ

ใช้ตัวเลขช่วย : การมีตัวหนังสืออย่างเดียวบนหัวข้อนั้นทำให้คนต้องใช้เวลาอ่านหัวข้ออย่างน้อย 3 วินาทีขึ้นไป แต่การใช้ตัวเลขเข้ามาคั่นตัวหนังสือจะช่วยให้หัวข้อของคุณดูสะดุดตามากขึ้นและทำให้คนอ่านรู้สึกอ่านง่ายมากกว่าการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

จะเห็นได้ว่าการตั้งหัวข้อนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสตร์ของการใช้คีย์เวิร์ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นศิลป์ที่ต้องจูงใจให้คนคลิกเข้าไปอ่านอีกด้วย แล้วอย่าลืมนำเทคนิคดี ๆ แบบนี้ไปลองใช้กับการทำ SEO บนเว็บไซต์ของคุณต่อไป

เทคนิค 6 ข้อ ตั้งหัวข้อ SEO ให้ได้ยอดคลิกเยอะกว่าที่ผ่านมา

เคล็ดไม่ลับ 4 ข้อ เพื่อการทำ backlink ของ SEO ให้มีคุณภาพ

เคล็ดไม่ลับ 4 ข้อ เพื่อการทำ backlink ของ SEO ให้มีคุณภาพ

การทำ SEO นั้นไม่ได้มีเพียงส่วนที่เป็น on-page เท่านั้นที่เจ้าของเว็บไซต์หลายคนควรให้ความสำคัญ แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการไต่ขึ้นอันดับ SEO เป็นอย่างมากก็คือการทำ backlink ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการทำ off-page นั่นเอง วันนี้เราเลยนำวิธีการทำ backlink ที่ถูกต้องมาฝาก เพื่อให้คุณได้นำไปลงมือปฏิบัติเพื่อสร้าง backlink ที่มีคุณภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณกัน

สร้าง backlink ที่มีคุณภาพ

1. หลีกเลี่ยงการทำ backlink บนเว็บบอร์ดที่มีกระทู้เยอะ ๆ

เราจะเห็นว่ามีการทำ backlink ประเภทที่นำไปโพสต์ลงบนกระทู้หรือเว็บบอร์ดที่มีคนเข้าไปคอมเมนต์หรือมีคนโพสต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งนั่นไม่ใช่วิธีที่ผิด แต่มันสามารถทำให้คุณกลายเป็น spam ซึ่งส่งผลทำให้เว็บไซต์ของคุณตกอันดับและยังดูเป็นการก่อกวนอีกด้วย หากเว็บไซต์ไหนที่ทำบ่อยจนถูกรายงานบ่อย ๆ ก็อาจถูกแบนไม่ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าใด ๆ ของ search engine เลย

2. ใส่ backlink เข้าไปในเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ด

การทำ backlink บนเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือนั้น จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความน่าเชื่อถือและไต่ขึ้นอันดับได้ง่ายกว่าการนำ link ไปแปะไว้บนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดนโยบายของ search engine ทั้งหลาย ซึ่งเว็บไซต์ที่คุณนำไปฝากลิงก์นั้น ก็ควรมีคีย์เวิร์ดและเนื้อหาที่ตรงประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวในหน้าที่คุณจะทำ backlink ด้วย

3. ค่อย ๆ เพิ่ม backlink ให้ดูเป็นธรรมชาติ

วิธีทำ backlink ให้ดูเป็นธรรมชาตินั้น ไม่ใช่การสร้างแล้วนำไป link ไว้กับหลาย ๆ เว็บไซต์ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่เป็นการทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ดูมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งหลายคนใช้ระยะเวลาสั้น ๆ เพราะอยากติดอันดับเร็ว ๆ และอยากให้มี traffic วิ่งเข้าไปในเว็บไซต์ตามระยะเวลาที่ใจต้องการ แต่นั่นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและทำให้เว็บไซต์ของคุณขาดความน่าเชื่อถือได้

4. อย่าสร้าง backlink ด้วยการ spin บทความ

การ spin บทความและสร้าง link นั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีจำนวน link ที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน แต่ search engine อย่าง Google นั้นไม่ชอบการ spin บทความเอาซะเลย เพราะการ spin ทำให้บทความดูไม่เป็นธรรมชาติ อ่านแล้วไม่รู้เรื่องและเป็นการสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่มุ่งแต่ปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพนั่นเอง

การทำ backlink นั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการทำ SEO เพราะไม่เพียงแค่เป็นการช่วยเพิ่ม traffic เข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการทำ backlink ให้มีคุณภาพนั้น จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องมั่นใจว่าได้ทำอย่างถูกหลักการแล้ว

สร้าง backlink ที่มีคุณภาพ

วิธีทำ Content ทรงคุณค่าด้วย SEO ปี 2020

Content เป็นคำที่ได้ยินบ่อยมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนักการตลาดหลายคนให้ความสำคัญกับ Content มากเพราะ Content เป็นเครื่องมือการตลาดที่ช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาหาและยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ ทำให้นักการตลาดหรือนักขายของออนไลน์ในปัจจุบัน ต่างใช้เวลาในการสร้างคอนเทนต์ให้ดีที่สุด

Content หรือ คอนเทนต์ คือ การสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ด้วยเรื่องราวหรือคุณประโยชน์บางอย่างที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้สึกถึงความคุ้มค่า มีที่มาที่ไปและช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ในช่วงปีที่ผ่านมากเทรนด์การทำคอนเทนต์มีเป้าหมายเพื่อสร้างความประทับใจเพื่อให้ลูกค้ากดแชร์เนื้อหาเหล่านั้นไปยังบุคคลอื่นที่อยู่ใน Social Media ต่อไป แต่ในปีนี้เทรนด์ในการสร้างคอนเทนต์มีเป้าหมายเพื่อสร้างคอนเทนต์ทรงคุณค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยวิธีทำ Content ทรงคุณค่าด้วย SEO ปี 2020 มีดังนี้

ทำ Content 2020

สร้าง Content ที่มีจุดแข็ง การเขียนคอนเทนต์ที่มีจุดแข็งจะเป็นการเขียนเพื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเท่านั้น โดยอาจใช้วิธีการเขียนที่มีจุดเด่นผสมผสานเพื่อให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนคอนเทนต์เรื่องยาก ๆ ที่คนธรรมดาเข้าใจได้ยากให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย หรือคอนเทนต์ที่เปลี่ยนมุมมองของเรื่องราวธรรมดา ๆ ให้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นต้น

ตั้งหัวข้อ Content ด้วยหลัก 4W1H ในความเป็นจริงแล้วหลักการ 4W1H เป็นหลักการเขียนพื้นฐานที่เราต่างได้เรียนรู้มาในตอนที่เป็นนักเรียน ซึ่ง 4W1H คือ วิธีการเขียนเนื้อเรื่องด้วยการตั้งคำถามโดยใช้ What, Where, When, Why และ How (อะไร, ที่ไหน,เมื่อไหร่, ทำไมและอย่างไร) ซึ่งการตั้งคำถามด้วยหลักการนี้จะเป็นการตอบรับกับระบบ AI ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาใน Search Engine ด้วย จึงทำให้บทความที่ใช้หลักการนี้จึงมีเปอร์เซ็นต์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

เขียนเนื้อหาคอนเทนต์โดยอิงประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีมูลค่าและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ทำให้การเขียนคอนเทนต์ที่อิงประสบการณ์ผสมผสานกับหลัก SEO จะทำให้บทความติดอันดับง่ายขึ้นและมีความน่าสนใจมากพอที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเข้าสู่เว็บไซต์เพื่ออ่าน

อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณค่า ควรเป็นคอนเทนต์ที่นำข้อมูลที่มีแหล่งที่น่าเชื่อถือได้มาอ้างประกอบบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบว่าเนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่นั้นมีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด

นอกจากวิธีการเขียนคอนเทนต์ที่ทรงคุณค่าแล้ว การจัดเรียงเนื้อหาให้อ่านง่ายและใช้ภาพประกอบที่น่าสนใจ จะทำให้บทความน่าอ่านมากขึ้น รวมถึงการผสานการทำ SEO จะทำให้บทความเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายกว่าด้วย

วิธีทำ Content ทรงคุณค่าด้วย SEO ปี 2020

เริ่มต้นการทำ SEO บน YouTube ได้อย่างไร

ปัจจุบันอาชีพ YouTuber เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมมาก เพราะค่าตอบแทนของการเป็น YouTuber ที่มีความนิยมสูงก็จะมีค่าตอบแทนสูงตามไปด้วย ซึ่งหลายคนไม่ได้สร้างช่อง YouTube เพื่อสร้างชื่อเสียงในด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ช่องยูทูปยังสามารถเป็นพื้นที่โฆษณาสินค้าของตัวเองหรือขายสินค้าให้กับผู้อื่นได้ด้วย

การสร้างช่องยูทูปไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่สิ่งที่ยากคือการทำให้ช่องมีผู้ติดตามและมียอดวิวเพิ่มขึ้นตามความต้องการ ซึ่งทำ VDO ให้มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจหรือมีความแปลกใหม่ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีผู้ติดตามที่เพิ่มมากขึ้น แต่การทำ SEO ให้กับช่อง YouTube จะยิ่งทำให้ช่องได้รับความนิยมและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งวิธีการทำ SEO ให้กับช่อง YouTube มีดังนี้

วิธีการทำ SEO ให้กับช่อง YouTube

เริ่มต้นด้วยการตั้งชื่อไฟล์ VDO ที่ตัดต่อเอาไว้เรียบร้อย พร้อม Upload ลงช่องด้วย Keyword เพื่อให้ YouTube รู้ว่า VDO ที่จะ Upload เป็นวิดีโอเกี่ยวกับอะไร โดยการตั้งชื่อที่ดีจะช่วยให้วิดีโอมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

เมื่อ Upload ไฟล์ VDO ลงยูทูปเรียบร้อยแล้วการใส่คำอธิบายคลิปก็เป็นการทำ SEO อย่างหนึ่งและยังช่วยให้กลุ่มเป้าหมายของคลิปได้ทราบถึงรายละเอียดเบื้องต้นว่าคลิปเกี่ยวกับอะไรและจะมีเหตุการณ์น่าสนใจอะไรเกิดขึ้น ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่เราสามารถแทรกลิงก์เว็บไซต์ลงไปได้หากมีการทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การเขียนคำอธิบายควรมีความยาวไม่เกิน 20 คำและต้องมี Keyword ที่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายแทรกอยู่ด้วยในปริมาณที่เหมาะสม

การจัดหมวดหมู่ของวิดีโอภายในช่องเป็นวิธีที่จะช่วยให้ YouTube มองเห็นว่าช่องมีคุณภาพ ซึ่งการจัดหมวดหมู่ของวิดีโอก็เหมือนกับการจัดหมวดหมู่ในเว็บไซต์นั่นเอง โดยการตั้งชื่อหมวดหมู่ของ VDO หรือ Playlist ควรใช้ Keyword ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ให้มีความคล้ายกัน โดยควรตั้งเป็นประโยคที่มีความน่าสนใจ ซึ่ง Playlist จะทำให้ผู้เข้าชมวิดีโอสามารถเลือกดูวิดีโอที่ตัวเองสนใจได้ง่ายขึ้นด้วย

หน้าปก VDO เป็นจุดที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายอยากเข้าชม ดังนั้นการลงทุนเวลาในการทำปกย่อมช่วยให้ VDO มีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยภาพที่นำมาใช้เป็นปกต้องมีความละเอียด 1280 x 720 และเลือกการใช้สีสันที่สดใสเพื่อช่วยดึงดูดให้ผู้ชมคลิกดูง่ายขึ้น

เพิ่มช่องทางการติดต่อเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่ชมเว็บไซต์แล้วรู้สึกเป็นกันเองและมีความใกล้ชิดกับ Youtuber มากขึ้น การทิ้งช่องทางติดต่อจะทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและช่วยรักษาฐานผู้ติดตามไว้ได้ดีกว่า

ด้วยการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงของการทำช่อง YouTube ในหมวดต่าง ๆ ทำให้การใช้เทคนิค SEO จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมได้มากขึ้น

วิธีการทำ SEO ให้กับช่อง YouTube

การคิดชื่อบทความ SEO สำคัญอย่างไร และใช้เทคนิคอะไรดี

การคิดชื่อ บทความ SEO ที่มีคุณภาพ ถือว่าเป็นการสร้างความสนใจให้แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ให้เข้ามาในเว็บไซต์เพื่ออ่านรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ จากร้านค้าออนไลน์นั้นได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ให้คำแนะนำที่ดีไว้ ดังนี้

เทคนิคการตั้งชื่อบทความ SEO

ต้องสร้างอารมณ์ให้คนอ่าน – คุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่า ถ้ามีป้ายเขียนว่า ลดราคา sales เหลือ 1 วัน ลอตสุดท้าย ที่ร้านเสื้อผ้าร้านใด จะทำให้คนสนใจเข้าไปเลือกชมเสื้อผ้าร้านนั้นในทันที นั่นเพราะคำเหล่านี้มีการวิจัยมาแล้วทางจิตวิทยา ว่าเป็นตัวกระตุ้นให้คนรีบตัดสินใจ ว่าหากพลาดไม่เข้ามาในร้าน อาจทำให้เสียผลประโยชน์ ไม่ได้รับส่วนลดหรือตกเทรนด์ต่าง ๆ ได้ เทคนิคเดียวกันนี้ นี้ยังใช้ได้กับบทความ SEO เช่น ห้ามพลาด ของมันต้องมี สุดท้าย ฯลฯ ซึ่งเหมาะสมกับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการทำยอดขายให้เพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาส วันปีใหม่ ฯลฯ

การใส่ตัวเลข – คุณอาจเคยสังเกตเห็นบทความที่ขึ้นด้วยคำว่า 5 วิธี 6 เทคนิค 7 ขั้นตอน ฯลฯ รู้หรือไม่ว่าเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการวิจัยทางการตลาดว่า จะช่วยกระตุ้นให้คนสะดุดตาและสนใจอยากจะเข้ามาดู ว่าแต่ละวิธี หรือเทคนิคนั้น ๆ มีรายละเอียดเป็น อย่างไร ทั้งนี้ งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศ พบว่าผู้คนจะสนใจหัวข้อที่ใช้เลขคี่ เช่น 1 3 5 7 9 มากกว่าการใช้เลขคู่อย่าง 2 4 6 8 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ถ้าคุณทำอาหารเสริมเพื่อลดน้ำหนัก ก็ควรตั้งชื่อบทความที่เกี่ยวกับสุขภาพ ตัวอย่างเช่น 5 เทคนิคท่าออกกำลังกายที่ทำให้ลดพุงได้อย่างรวดเร็ว 7 เมนูอาหารมื้อเย็นที่ดีกับคนอยากลดน้ำหนัก เป็นต้น จะทำให้คนสนใจเข้ามาอ่านข้อมูลมากขึ้นและทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นตามมาด้วย

การตั้งชื่อเป็นคำถาม – การใช้ประโยคคำถามที่คนส่วนใหญ่สนใจ ได้แก่ ทำอย่างไร สถานที่ไหน ทำไม เพราะอะไร ฯลฯ ถ้านำคำเหล่านี้มาใช้เป็นประโยคคำถามจะทำให้หัวข้อน่าสนใจขึ้น เช่น ทำไมลูกไม่ยอมกินผัก ทำไมแมวถึงชอบเอาตัวมาถูเจ้าของ เพราะอะไรคุณจึงต้องอ่านหนังสือก่อนนอน 30 นาที ฯลฯ ประโยคคำถามที่ดีจะกระตุ้นความสนใจให้ผู้คนเกิดการตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วอยากเข้ามาหาว่ามีเหตุผลที่ตรงกันกับที่เขาคิดหรือไม่ ถ้าบทความคุณสามารถตอบโจทย์ความสนใจได้พร้อมกับแนะนำผลิตภัณฑ์สินค้าที่เกี่ยวข้องกับบทความจนลูกค้าซื้อได้ ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในการสื่อสารแล้ว

จะเห็นได้ว่า การคิดชื่อบทความ SEO เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม ถ้าต้องการดึงดูดผู้คนให้เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและช่วยให้สินค้าของคุณขายได้มากขึ้น ต้องฝึกฝนเทคนิคการตั้งชื่อบทความที่น่าสนใจและมีเนื้อหาทันสมัยอยู่เสมอด้วย

เทคนิคการตั้งชื่อบทความ