เคล็ดไม่ลับ 4 ข้อ เพื่อการทำ backlink ของ SEO ให้มีคุณภาพ

เคล็ดไม่ลับ 4 ข้อ เพื่อการทำ backlink ของ SEO ให้มีคุณภาพ

การทำ SEO นั้นไม่ได้มีเพียงส่วนที่เป็น on-page เท่านั้นที่เจ้าของเว็บไซต์หลายคนควรให้ความสำคัญ แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการไต่ขึ้นอันดับ SEO เป็นอย่างมากก็คือการทำ backlink ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการทำ off-page นั่นเอง วันนี้เราเลยนำวิธีการทำ backlink ที่ถูกต้องมาฝาก เพื่อให้คุณได้นำไปลงมือปฏิบัติเพื่อสร้าง backlink ที่มีคุณภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณกัน

สร้าง backlink ที่มีคุณภาพ

1. หลีกเลี่ยงการทำ backlink บนเว็บบอร์ดที่มีกระทู้เยอะ ๆ

เราจะเห็นว่ามีการทำ backlink ประเภทที่นำไปโพสต์ลงบนกระทู้หรือเว็บบอร์ดที่มีคนเข้าไปคอมเมนต์หรือมีคนโพสต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งนั่นไม่ใช่วิธีที่ผิด แต่มันสามารถทำให้คุณกลายเป็น spam ซึ่งส่งผลทำให้เว็บไซต์ของคุณตกอันดับและยังดูเป็นการก่อกวนอีกด้วย หากเว็บไซต์ไหนที่ทำบ่อยจนถูกรายงานบ่อย ๆ ก็อาจถูกแบนไม่ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าใด ๆ ของ search engine เลย

2. ใส่ backlink เข้าไปในเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ด

การทำ backlink บนเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือนั้น จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความน่าเชื่อถือและไต่ขึ้นอันดับได้ง่ายกว่าการนำ link ไปแปะไว้บนเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดนโยบายของ search engine ทั้งหลาย ซึ่งเว็บไซต์ที่คุณนำไปฝากลิงก์นั้น ก็ควรมีคีย์เวิร์ดและเนื้อหาที่ตรงประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวในหน้าที่คุณจะทำ backlink ด้วย

3. ค่อย ๆ เพิ่ม backlink ให้ดูเป็นธรรมชาติ

วิธีทำ backlink ให้ดูเป็นธรรมชาตินั้น ไม่ใช่การสร้างแล้วนำไป link ไว้กับหลาย ๆ เว็บไซต์ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่เป็นการทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ดูมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งหลายคนใช้ระยะเวลาสั้น ๆ เพราะอยากติดอันดับเร็ว ๆ และอยากให้มี traffic วิ่งเข้าไปในเว็บไซต์ตามระยะเวลาที่ใจต้องการ แต่นั่นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและทำให้เว็บไซต์ของคุณขาดความน่าเชื่อถือได้

4. อย่าสร้าง backlink ด้วยการ spin บทความ

การ spin บทความและสร้าง link นั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีจำนวน link ที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน แต่ search engine อย่าง Google นั้นไม่ชอบการ spin บทความเอาซะเลย เพราะการ spin ทำให้บทความดูไม่เป็นธรรมชาติ อ่านแล้วไม่รู้เรื่องและเป็นการสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่มุ่งแต่ปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพนั่นเอง

การทำ backlink นั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการทำ SEO เพราะไม่เพียงแค่เป็นการช่วยเพิ่ม traffic เข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการทำ backlink ให้มีคุณภาพนั้น จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องมั่นใจว่าได้ทำอย่างถูกหลักการแล้ว

สร้าง backlink ที่มีคุณภาพ

วิธีการเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่ดี

การทำ SEO ให้แก่เว็บไซต์ออนไลน์เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น จากการที่เว็บไซต์จะถูกประเมินด้วยระบบ algorithm ของ Google ให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้น

ผู้ที่ต้องการจ้างบริษัททำ SEO จึงควรทราบวิธีเลือกบริษัทที่มีคุณสมบัติที่ดีเพื่อให้ไม่เสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือคาดหวังผลเกินความเป็นจริง ดังนี้

1. การเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ

โดยสังเกตจากใบทะเบียนการค้าและเว็บไซต์ที่มีการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน มีที่อยู่และผู้รับผิดชอบที่ติดต่อได้จริง เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่ต้องพิจารณา ทั้งนี้ ควรอ่านรีวิวโดยผู้ใช้บริการจริง ว่าให้ผลลัพธ์การทำ SEO ที่น่าพึงพอใจด้วย ซึ่งจะสามารถหาข้อมูลการรีวิวได้จากเว็บไซต์ออนไลน์ เช่น เว็บไซต์พันทิป หรือกลุ่มรับจ้างทำ SEO ใน Facebook

2. การมีขั้นตอนแบบมืออาชีพ

ผู้ให้บริการ SEO ต้องสามารถอธิบายได้ว่า ขั้นตอนการทำ SEO ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ซึ่งกูรูด้านการตลาดแนะนำว่า ควรเริ่มจากการปรับแก้ไขส่วนโครงสร้างพื้นฐานหรือที่เรียกว่า on-page SEO เพื่อสามารถต่อยอดให้ทำในส่วน Backlink และการเพิ่มบทความ SEO เพื่อส่งเสริมการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

3. การรายงานผล

ผลสรุปรายวันและรายเดือนสำหรับการทำ SEO มีประโยชน์ต่อการหาจุดบกพร่องที่ควรแก้ไขในแต่ละวัน บริษัทที่ทำ SEO จึงต้องมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในสัญญาจ้างงานด้วย

4. ต้องไม่เลือกวิธีที่ผิดกฎที่ Google กำหนด

การทำสแปม keyword (มีการใส่ keyword ซ้ำ ๆ หรือเป็นคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทความ) จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ของลูกค้าตกต่ำลงไปได้ และในที่สุดก็จะถูกแบนจากระบบของ Google ได้ด้วย

5. ราคาการทำ SEO เหมาะสม

ราคาการจ้างงานจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างจากปกติมากนัก หากคิดราคาถูกเกินไป อาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือถูกทิ้งงานกลางคันได้

6. การการันตีผลการทำ SEO

โดยปกติแล้วระบบ algorithm ของ Google จะมีการเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นระยะ เพื่อนำไปประมวลและอัปเดตผลการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอในหน้าต่างการสืบค้นอย่าง Google search ซึ่งจะไม่สามารถมีการบังคับอันดับการนำเสนอได้ สิ่งที่คาดหวังผลได้มากที่สุด คือ การทำให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกของหน้าต่างการสืบค้น หรือ Top 5 Top 10 เท่านั้น หากบริษัทที่รับทำ SEO การันตีว่าสามารถทำอยู่ในอันดับที่ 1 ได้อย่างแน่นอน อาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมได้

จะเห็นได้ว่า การเลือกบริษัททำ SEO จะต้องใส่ใจในเรื่องความน่าเชื่อถือ ขั้นตอนการทำ และศักยภาพของบริษัทที่รับทำ เพื่อให้ผู้จ้างทำ SEO ไม่เสียโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจและทำให้การจ้างงานคุ้มค่ายิ่งขึ้น

การจ้างบริษัททำ SEO จึงควรทราบวิธีเลือกบริษัท

ทำไม ถึงต้องทำ Meta description ในเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงตามระบบ SEO (search engine optimization) ที่ Google แนะนำ เป็นสิ่งที่จำเป็นหากต้องการประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งทางการค้าในระบบอินเทอร์เน็ตออนไลน์ ซึ่งนอกจากการผลิตบทความ SEO การปรับส่วนโครงสร้าง การทำ backlink ฯลฯ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การทำ Meta description ที่จะทำให้เพิ่มอันดับ SEO และยอดขายได้มากขึ้น

การทำ Meta description สำคัญต่อเว็บไซต์อย่างไร

การทำ Meta description เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในปี 2019 เพราะเป็นจุดที่ช่วยให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตัดสินใจได้ว่า ควรจะคลิกเข้ามาในลิงก์จากหน้าต่างการสืบค้นดีหรือไม่

ซึ่ง Meta description จะปรากฏอยู่ในส่วนใต้หัวเรื่อง (title) ที่มักมีความยาวทั่วไปอยู่ที่ 150-160 คำ สำหรับให้ข้อมูลครบทุกประเด็นที่บทความกล่าวถึง ทั้งนี้ ด้วยความสั้น กระชับของ Meta description จึงต้องให้ความสำคัญกับ keyword ทั้ง focus keyword (คีย์เวิร์ดหลัก) และ related keyword (คีย์เวิร์ดรอง) ที่ต้องใส่ได้ครบถ้วนด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนไทยนิยมค้นหาข้อมูลร้านค้าต่าง ๆ ด้วย Google ซึ่งผลลัพธ์ที่แสดงออกมา หากมีส่วน Meta description ที่ใต้หัวข้อเรื่อง จะส่งผลดีให้ดึงดูดใจผู้อ่านให้สะดุดสายตามากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีข้อมูลส่วนนี้

ที่สำคัญคือ การมีผลการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำคัญ อย่าง Google search console ที่เจ้าของกิจการเว็บไซต์ออนไลน์สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อให้เห็นกราฟการวิเคราะห์ผลสถิติการใช้งานต่าง ๆ ที่จะยืนยันได้ว่าหลังการทำ Meta description จะมีค่า CTR หรือ click through rate ที่หมายถึง อัตราการคลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วย

ทั้งนี้ กูรูการตลาดแนะนำว่า การทำ Meta description ที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร ควรจัดทำโดยผู้เขียนบทความของเพจนั้น ๆ เอง เช่น บทความเกี่ยวกับอุปกรณ์ไอที สินค้าที่มีข้อมูลทางเทคนิค เว็บไซต์ทางการแพทย์และสุขภาพ ฯลฯ เพราะต้องอาศัยความชำนาญในการสรุปประเด็นที่ครอบคลุมและชัดเจนที่สุดทำไม ถึงต้องทำ Meta description ในเว็บไซต์ SEO

ประเด็นที่ห้ามมองข้าม คือ การหา focus keyword (คีย์เวิร์ดหลัก) และ related keyword (คีย์เวิร์ดรอง) สำหรับการใส่ใน Meta description ที่ควรศึกษาจาก Google search console ที่มีข้อมูลให้ว่า คีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมค้นหาที่ตรงกับกลุ่มผู้ใช้สินค้าและบริการของบริษัทคุณมีคำว่าอะไรบ้าง ซึ่งคำที่นิยมทั่วไป มักใช้เป็น คีย์เวิร์ดหลัก และหากมีส่วนขยาย เช่น อย่างไร ดีไหม ที่ไหนบ้าง ฯลฯ เหล่านี้ มักใช้เป็น คีย์เวิร์ดรอง หรือวิธีที่ง่ายที่สุด คือการพิมพ์หาใน Google search เพื่อดูตัวอย่างคำที่นำเสนออย่างอัตโนมัติจากระบบ algorithm ของ Google ซึ่งก็มาจากการพิมพ์สืบค้นจริงของผู้คนทั่วไปนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า การทำ Meta description มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการทำเว็บไซต์ SEO ให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านใส่ใจการทำ Meta description ให้เว็บไซต์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ได้ยิ่งกว่าเดิม

ลิงก์แบบ Do Follow คืออะไร มีผลกับ SEO อย่างไร

เมื่อเจ้าของธุรกิจสร้างเว็บไซต์ใหม่ ต้องการโปรโมทให้เว็บติดอันดับหน้าแรกของเครื่องมือค้นหามีหลายวิธี แต่ละวิธีให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือการสร้างลิงก์แบบ Do Follow เป็นวิธีการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่นเพื่อเพิ่มคะแนน SEO โดยไม่สร้างจุดด่างพร้อยเพราะไม่ผิดกติกาของ Google การสร้างลิงก์แบ่งออกเป็น Do Follow และ No Follow มีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

Do Follow สร้างลิงก์เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บ

การสร้างลิงค์ Do Follow เป็นการเชื่อมโยงจากเว็บไซต์ไปยังเว็บอ้างอิงอื่น ๆ พร้อมกับส่งต่อลิงก์กลับมายังเว็บของตนเองเพื่อเปิดการค้นหาติดตามทำให้ผู้ชมคลิกกลับมายังเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและเครื่องมือค้นหาสามารถติดตามได้เช่นเดียวกัน เรียกว่าทั้งเพิ่มจำนวนลิงก์ (Back Link) ให้เว็บของตัวเองและช่วยเพิ่มค่าอันดับ (PageRank) ด้วย บอทของเครื่องมือค้นหาจะนับจำนวนคนเข้า ด้วยเหตุนี้ยิ่งมีลิงก์มากเท่าไรก็จะได้รับคะแนน SEO มากขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ให้ได้รับการจัดลำดับในอันดับที่ดีขึ้น วิธีดีที่สุดคือการเขียนบทความที่มีประโยชน์ น่าอ่าน โดยใช้คำหลักเป็นตัวยึดข้อความเชื่อมโยงกับคำค้นหาของผู้ใช้เสิร์จเอนจิ้นนั่นเอง การตั้งค่า Do Follow นับเป็นสิ่งสำคัญเพราะทำให้ได้ลิงก์กลับมาจากทุกที่ รวมถึงลิงก์ติดตามจากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อีกด้วย

No Follow

การตั้งค่า No Follow หมายถึงการสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บอื่นโดยไม่เปิดให้เครื่องมือค้นหาติดตามลิงก์ จึงไม่มีการนับคะแนนแบบการทำ SEO แต่ยังเชื่อมโยงให้ผู้ชมคลิกย้อนกลับมาที่เว็บไซต์ของคุณได้ มีจำนวนผู้เข้าชมมากขึ้น แตกต่างตรงที่ไม่มี BackLink กลับมาที่เว็บของตัวเอง และไม่ช่วยเพิ่มค่าอันดับของหน้าเว็บไซต์ให้สูงขึ้น ถือเป็นวิธีการสร้างลิงก์แบบธรรมชาติที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงกับลิงก์คุณภาพต่ำที่เป็นอันตรายต่อเว็บไซต์ ถึงจะไม่เพิ่มอันดับเว็บแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลิงก์นั้นไม่มีประโยชน์ เพราะการที่เว็บไซต์มีการเข้าชมจำนวนมากให้ประโยชน์มากมาย ช่วยให้เว็บเป็นที่รู้จักมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการขายมากกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน

การตรวจสอบลิงก์ว่าเป็น Do Follow หรือ No Follow มีข้อแตกต่างดังนี้

ลิงก์ Do Follow เช่น SE Ranking

ลิงก์ No Follow เช่น SE RankingDo Follow สร้างลิงก์เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บ

เว็บมาสเตอร์ที่เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรใช้ผสมผสานทั้ง Do Follow และ No Follow ต้องสร้างความสมดุลให้ดี เพราะการสร้างลิงก์ขาเข้าเป็น Do Follow ทั้งหมดจะน่าสงสัยและไม่เป็นธรรมชาติ อย่ามองว่าลิงก์ประเภท No Follow ไม่มีค่าสำหรับ SEO แต่ควรมองประโยชน์ในด้านทำให้ธุรกิจและแบรนด์เป็นที่รู้จัก ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น การสร้างลิงก์แบบ No Follow เหมาะใช้ในกรณีที่ไม่ต้องการติดตามเนื้อหาในเว็บที่ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในระยะยาว การสร้างลิงก์ Do Follow และ No Follow ให้ผลลัพธ์ที่ดีแตกต่างกันไปและถูกกว่าการทำโฆษณาแบบอื่น ๆ มาก การรอผลลัพธ์นั้นต้องใช้เวลาแต่จะช่วยให้เข้าไปอยู่ในหน้าแรก ๆ ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ได้อย่างแน่นอน

ความแตกต่างของการทำ SEO แบบ On-page และ Off-page

การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ติดอับดับในการค้นหาหน้าแรก ๆ ของ Google ก่อนอื่นต้องทำความเข้าถึงความแตกต่างของการทำ SEO แบบ On-page และ Off-page เพื่อรู้เป้าหมายว่าควรทำแต่ละอย่างอย่างไร เกิดความชัดเจนและทำควบคู่กันไปได้โดยไม่สับสน ก่อนอื่นมารู้จักการทำ SEO รูปแบบ On-page หมายถึงการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการมากที่สุด โดยเริ่มจากการออกแบบโครงสร้างที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนหรือมีจำนวนหน้ามากเกินไป ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ค้นหาสิ่งที่ต้องการพบอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลานาน

ทำความเข้าใจกับการใช้คีย์เวิร์ดเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งสำคัญคือควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้คีย์เวิร์ด การกำหนดคีย์เวิร์ดต้องเลือกคำที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นคำทั่วไปเพื่อเจาะเป้าหมายในวงกว้าง หรือคำเฉพาะและคำขยายที่จับตลาดลูกค้าเป้าหมายโดยตรง เมื่อได้คำที่เหมาะสมแล้วให้นำมาแทรกในบทความอย่างแนบเนียน ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ในเนื้อหา รวมทั้งชื่อรูปภาพและวิดีโอด้วย เพื่อช่วยให้การค้นหาเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกๆ ของ Google เพื่อสร้างโอกาสการเสนอขายสินค้าและบริการสู่สายตาผู้ชมจำนวนมาก ยิ่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสปิดยอดขายมากและเร็วขึ้นเท่านั้น

สำหรับการทำ SEO รูปแบบ Off-page แตกต่างออกไป โดยตัดเรื่องการค้นหาจากหน้า Google ออกไปก่อน หันมาพิจารณาประสิทธิภาพของเว็บไซต์จากปัจจัยภายนอก เช่น ความน่าเชื่อถือ , ความนิยมและความเห็นของผู้ใช้งาน สรุปว่าการทำ SEO แบบ Off-page เป็นฟีดแบ็กที่สะท้อนกลับมา ไม่เกี่ยวข้องกับการโพสต์บทความหรือปรับแต่งหน้าเว็บเลย เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความน่าเชื่อถือ แสดงให้ผู้ชมเห็นว่ามีผู้ชมเข้ามาใช้บริการเว็บไซต์จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้าพอใจเว็บนี้ พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าตอบโจทย์ความต้องการได้มากขนาดไหน เช่น การใส่ Backlink จากเว็บไซต์อื่น ๆ เข้ามาในเว็บไซต์ของเรา วิธีการสร้างเครือข่ายจะต้องคัดเฟ้นเฉพาะเว็บที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรกับเรา เท่ากับเป็นกระจกสะท้อนตัวเราว่ามีคุณภาพความน่าเชื่อถือระดับไหน สิ่งนี้สำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าลูกค้าไม่เชื่อมั่น การตัดสินใจซื้อจะเป็นไปได้ยาก

ทำความเข้าใจกับการใช้คีย์เวิร์ดเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากเว็บพันธมิตรต้องมีคุณภาพแล้ว ยังต้องมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณด้วย เพราะถ้าดึงเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องมาลิงก์ด้วย ทาง Google จะพิจารณาว่าเป็นลิงก์ที่ไม่เกิดประโยชน์และไม่ให้น้ำหนักความสำคัญในการจัดอันดับ ซ้ำร้ายการทำ SEO ที่ผิดวิธี ทั้งการลิงก์เว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องและการกระหน่ำใส่คีย์เวิร์ดลงในบทความมากเกินไปจนอ่านไม่รู้เรื่อง ทำให้ถูกมองว่าเป็นสแปมและถูกลงโทษจาก Google ไม่ให้เว็บอยู่ในการจัดอันดับชั่วคราว การทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ค้นหาสิ่งที่ต้องการรวดเร็ว ใช้เวลาโหลดไม่นาน มีความสะดวกและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำได้ไม่ยากเพียงแต่ต้องเข้าใจหลักการทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก เขียนเนื้อหาบทความที่ดีเป็นแบบที่ผู้อ่านชอบและใส่คีย์เวิร์ดลงไปเท่าที่จำเป็น