รวมกลยุทธ์ในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

คงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า google เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะหลายครั้งที่คิดอะไรไม่ออกก็มักจะใช้ google ในการค้นหา ซึ่งจากสถิติของ internetlivestats.com มีผู้คนใช้งานผ่าน google มากถึง 3.5 พันครั้งในแต่ละวัน การที่จะเป็น 1 ในเว็บไซต์ที่มีผู้คนค้นหามากที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยกลยุทธ์ในการทำ SEO เพื่อให้ประสบความสำเร็จ โดยในวันนี้ได้รวบรวมกลยุทธ์การทำ SEO บางส่วนมาให้คนทำเว็บเพื่อนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดเว็บไวซ์ของตนเองให้ติดอันดับหน้าค้นหาจากทาง google ต่อไป

1.กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

ในขั้นตอนการวางแผนที่จะทำเว็บไซต์ อันดับแรกควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มของลูกค้าที่สนใจในตัวสินค้าที่จะนำเสนอ เช่น อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ หากจำเพาะเจาะจงถึงยี่ห้อ แบรนด์ที่จะจำหน่าย ก็จะช่วยให้การค้นหาของ google ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หรือการระบุถนนลงไปเช่น ของแต่งรถเอกมัย คนที่อยู่ย่านเอกมัยก็จะมุ่งไปที่ร้านของเราทันที

2.ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่จะขาย

การที่จะขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์และให้คนจำนวนมากเข้ามาติดตาม นั่นคือการให้รายละเอียดข้อมูลสินค้า ความรู้ บทความและสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายเข้ามาดูนั้น สามารถตอบโจทย์หรือช่วยแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้หรือไม่  เพราะหากการนำเสนอสินค้าผ่านบทความและความรู้ไม่ตอบโจทย์ตามที่ลูกค้าต้องการ ก็ยากที่จะดึงดูดให้ลูกค้าอยู่ภายในเว็บได้

3.รีวิวนั้นสำคัญอย่างไร

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการรีวิวสินค้าจากผู้ใช้งานจริงจะสามารถสร้างจุดสนใจของลูกค้าได้เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากบรรดาตัวแทนจำหน่าย หรือพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าผ่านโลกออนไลน์ต่างออกมาทดลองและรีวิวสินค้าที่จะขาย ว่าสามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ของคนที่สนใจได้ เช่น เสื้อผ้า, อาหารเสริม, อุปกรณ์ออกกำลังกาย เป็นต้นหรืออาจสร้างพื้นที่ภายในเว็บเปิดโอกาสให้ลูกค้ารีวิวสินค้าเพื่อเป็นการโปรโมทว่ามีลูกค้านำไปใช้งานได้จริง

4.อัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

ภายหลังจากที่ทำเว็บไซต์มาได้ระยะหนึ่ง เจ้าของเว็บจะต้องคอยปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยเดือนละ1 ครั้ง เพื่อให้ Search Engine ได้เข้ามาตรวจสอบและเก็บข้อมูลกลับไปประมวลผล รวมถึงลูกค้าเองก็จะได้เข้ามาดูถึงการเปลี่ยนแปลงหรือมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสร้าง Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้

5.เลือกใช้ keyword ให้เหมาะสม

Keyword เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้ google ค้นหาเว็บไซต์ของคุณได้ รวมไปถึงการคาดการณ์ keyword ที่ลูกค้าต้องการจะใช้ในการค้นหาผ่านทาง google  เช่น ของแต่งรถ, รถซิ่ง, ท่อสูตร, ครีมหน้าขาว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่ผู้ใช้โดยทั่วไปค้นหา เจ้าของเว็บจะต้องเลือกใช้ keyword เหล่านี้ใส่ลงในบทความหรือความรู้ที่ต้องการจะเผยแพร่ตามความเหมาะสมด้วย

นอกจากนี้การทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้นั้นนอกจากจะทำให้เป็นที่รู้จักแล้ว จะต้องสามารถวัดผลได้ด้วย เช่น ปริมาณการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์และยอดขายต้องเพิ่มมากขึ้นถึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

สร้างช่องยูทูปให้ประสบความสำเร็จด้วย SEO

คุณทราบหรือไม่ว่า YouTube ก็จำเป็นต้องใช้หลักการ SEO หรือ search engine optimization เช่นเดียวกับการทำเว็บไซต์และเพจบน facebook เพื่อให้มียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันสัมพันธ์กับรายได้จากการโฆษณาและเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าต่าง ๆ

เรามาดูกันว่าถ้าจะทำ SEO สำหรับช่อง YouTube จะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง

ตั้งชื่อไฟล์รูปตรงกับชื่อหัวข้อนำเสนอ
ไฟล์รูปกับหัวข้อของคลิปวิดีโอควรเป็นชื่อเดียวกัน และมี keyword อยู่ในนั้นด้วย เพื่อให้โอกาสในการถูกสืบค้นเจอมากขึ้น และมั่นใจว่าสาระจะตรงใจกลุ่มเป้าหมายที่กำลังค้นหาข้อมูลเรื่องนั้นพอดี ทำให้มีโอกาสได้ค่าโฆษณาจาก Youtube มากขึ้นตามไปด้วย ตามระยะเวลาการชม

1.ใส่รูปหน้าปกวิดีโอที่ดึงดูด
เราขอเปรียบเทียบการใส่หน้าปกวิดีโอ เหมือนกับการแต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้า ที่สวยงาม จะช่วยสร้างความประทับใจแรกให้คนอยากรู้จักคุณ เช่นเดียวกับที่ผู้ใช้งาน Youtube จะตัดสินใจคลิกจากหน้าปกที่ดึงดูดที่สุด เมื่อถูกค้นหาเจอผ่าน keyword เดียวกัน โดยกำหนดขนาดภาพ ที่ 1280 x 720 และไฟล์ไม่ใหญ่เกินไปกว่า 2 MB

2.ทำลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของคุณ
เชื่อว่าประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่ทำช่อง YouTube มีเว็บไซต์เพื่อรองรับกัน โดย youtube จะเป็นการใช้คลิปนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ ส่วนการทำเว็บไซต์มักเป็นส่วนของเนื้อหาที่ต้องใช้เวลาอ่านมาก การทำลิงก์เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสองแพลตฟอร์มนี้จึงสำคัญมากและเป็นการเพิ่ม Traffic ให้ทั้งสองช่องทางได้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

3.ใช้สถิติแนวโน้มจากหลังบ้าน Youtube มาพัฒนา
เจ้าของช่อง YouTube สามารถดูสถิติย้อนหลังได้ว่าคลิปใดเป็นที่นิยม หรือผู้คนพบคุณได้จากการค้นหา keyword คำใด และจะมาจากส่วนใดของโลก ทั้งยังบอกได้ถึงช่วงเวลาที่ผู้คนนิยมเข้ามาดูคลิป จะทำให้คุณปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

4.กระตุ้นให้คนกดกระดิ่ง subscribe
คุณเคยสงสัยหรือไม่ ว่าทำไมเจ้าของช่องจึงแนะนำให้คน subscribe นั่นก็เพราะทุกครั้งที่มีการอัปเดทคลิปใหม่ ๆ ระบบของ youtube จะส่งข้อความแจ้งไปยังผู้ติดตามให้ทราบ เพื่อคลิกเข้ามาชมได้รวดเร็ว เป็นการสร้างความจดจำแบรนด์ และทำให้เพิ่มยอดวิวได้มากขึ้น

5.ใส่คำอธิบายใน VDO description
การอธิบายว่าคลิปของคุณมีสาระเกี่ยวกับอะไร โดยใส่ keyword ในนั้นด้วย จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ถูกสืบค้นเจอมากขึ้น หากคุณนึกไม่ออก ก็ให้คุณคิดถึงหัวข้อย่อยต่าง ๆ ในคลิปแล้วนำมาเขียนก็ได้

การทำ SEO ให้ช่องยูทูปประสบความสำเร็จนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เจ้าของช่องที่ต้องการขยายกลุ่มผู้ชมให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องหมั่นศึกษากลยุทธ์และพัฒนาสิ่งที่นำเสนอ ให้มีสาระและความบันเทิงดึงดูดใจผู้ชมพร้อมกัน แม้จะเหนื่อยบ้าง แต่ผลที่ได้ย่อมคุ้มค่าแน่นอน

เพราะอะไร SEO จึงเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญในยุคนี้

หากพูดถึงเครื่องมือการตลาดที่มาแรงเป็นอย่างยิ่งในยุคที่การตลาดออนไลน์กำลังแรงอย่างเช่นทุกวันนี้ เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ SEO หรือ การทำ Search Engine Optimization หนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่หลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญ นั่นเพราะ SEO มีจุดเด่นที่ช่วยเสริมการทำการตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับยุคปัจจุบัน

เพราะอะไร SEO จึงสำคัญในยุคการตลาดออนไลน์มาแรง

  • การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
    หากเป็นเมื่อก่อนนี้การค้นหาข้อมูลแต่ละครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หลังจากมีอินเทอร์เน็ตเข้ามารวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยากรู้อะไรหรืออยากค้นหาเรื่องไหนก็ง่ายแค่ปลายนิ้ว การที่ผู้ประกอบการทำ SEO จึงสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อผู้บริโภคกดค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่าน Search Engine ก็จะมีโอกาสพบเว็บไซต์ของผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น
  • สอดคล้องกับเทรนด์การตลาดออนไลน์ที่กำลังมาแรง
    ย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือการตลาดออนไลน์ แน่นอนว่าการทำการตลาดส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบออฟไลน์ เช่น การซื้อโฆษณาโทรทัศน์ การซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์ การประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย ฯลฯ แต่ในยุคการตลาดออนไลน์มาแรง การที่ผู้ประกอบการหันมาทำ SEO นอกจากสอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคแล้วยังสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์การตลาดและพัฒนาตนเองให้เท่าเทียมคู่แข่งตลอดเวลา
  • ให้ผลลัพธ์ระยะยาว
    นักการตลาดออนไลน์ทราบดีอยู่แล้วว่าการทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อก้าวสู่อันดับที่ดีขึ้นใน Search Engine และหากทำได้สำเร็จ เพียงหมั่นรักษามาตรฐานแก่เว็บไซต์ก็จะสามารถรักษาอันดับได้ในระยะยาว ทำให้เว็บไซต์ผู้ประกอบการจะถูกทำให้เห็นเป็นอันดับต้น ๆ และยังอาจกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้ใช้งานเสมอ
  • ตัวช่วยเพิ่มยอดขายและเจาะกลุ่มเป้าหมายได้จริง
    การที่ผู้บริโภคกดค้นหาสินค้าและบริการ ย่อมแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีความสนใจซื้อสินค้าและบริการนั้น ๆ การทำ SEO จึงมีส่วนช่วยสร้างการจดจำ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และยังเพิ่มโอกาสตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง อีกทั้งยังได้พบกลุ่มเป้าหมายมีคุณภาพ เพราะกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการอยู่แล้ว ที่สำคัญการตลาดผ่าน SEO ถือว่าใช้งบประมาณไม่มาก เพราะเน้นจัดระเบียบเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์การให้คะแนนของ Search Engine เป็นสำคัญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลทำให้ SEO คือเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่เหมาะอย่างยิ่งในยุคนี้ และถึงแม้ว่า SEO จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจมีโอกาสเจอกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นและมีโอกาสเพิ่มยอดขาย แต่ถึงอย่างนั้นผลประกอบการไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำ SEO เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการควบคู่กับการทำการตลาดด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อเสริมให้ธุรกิจแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับการเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้า Google โดยไม่เสียเงิน

SEO (Search Engine Optimization) คือการเขียนบทความของเว็บไซต์หรือเพจให้ติดอันดับการค้นหาเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google โดยอาศัยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ผู้คนค้นหา แต่บทความจะเป็นที่ต้องการต่อผู้คนหาได้นั้นก็ต้องอาศัยหลักการเขียนที่ถูกต้อง ฟังแล้วอาจจะดูยาก เพื่อการนี้เราจึงอยากมาแบ่งปันเคล็ดลับการเขียนบทความ SEO ด้วยตัวเอง ให้บทความของเราติดหน้า Google โดยไม่ต้องเสียเงินในแบบเข้าใจง่ายที่ใคร ๆ ก็สามารถทำตามได้

มีเป้าหมายในการเขียน
อย่างแรกที่เราต้องมีในการเขียนบทความ SEO เลยคือเป้าหมายในการเขียนว่า บทความเราเขียนไปเพื่ออะไรและเขียนเพื่อใคร ซึ่งใครในทีนี้ก็คือ กลุ่มคนที่จะกดเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรานั่นเอง โดยเราสามารถศึกษากลุ่มเป้าหมายของเราได้จากช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือตามเพจหรือเว็บไซต์ของคู่แข่งเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน เมื่อได้ข้อมูลแล้ว เราสามารถวิเคราะห์ต่อไปว่า เราจะเขียนบทความเพื่อตอบสนองหรือแก้ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร เพราะถ้าบทความของเราตรงความต้องการของเป้าหมาย โอกาสที่เขาจะกดเข้ามาอ่านก็มีสูงเช่นกัน

หาคีย์เวิร์ดที่เป็นที่ต้องการ
ต่อไปก็คือคีย์เวิร์ดที่โดนใจหรือตรงความต้องการของผู้ค้นหากลุ่มใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาของผู้คนเหล่านั้น ซึ่งในการทำ SEO นั้นคือการเชื่อมโยงคีย์เวิร์ดของผู้ค้นหากับบทความของเราออกมาเป็นผลลัพธ์บนหน้า Google โดยเราสามารถศึกษาคีย์เวิร์ดได้ง่าย ๆ จาก Google Suggest แค่เราพิมพ์คำง่าย ๆ ก็จะแสดงผลลัพธ์คำที่เกี่ยวข้องกับคำที่เราค้นหาที่มีคนค้นหามากที่สุดในช่องที่เด้งขึ้นมาหลังพิมพ์ อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ Search intent ด้วยการค้นหาคำที่ต้องการในช่อง เสร็จแล้วก็จะขึ้นเว็บไซต์ที่ติดอันดับต่าง ๆ เราก็ควรจะเขียนไปในแนวทางเดียวกับที่ผลลัพธ์การค้นหาแสดงออกมา เพราะนั่นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ แต่คีย์เวิร์ดต้องไม่กว้างและแคบจนเกินไป

บทความมีเนื้อหายาวและครอบคลุม
เมื่อได้คีย์เวิร์ดและกลุ่มเป้าหมายแล้วก็มาเริ่มเขียนกันเลย แต่จำนวนคำของบทความนั้นต้องไปสั้นจนเกินไป เน้นเนื้อไม่เน้นน้ำ ซึ่งบทความที่มีความยาวของเนื้อหาพอสมควรนั้นจะครอบคลุมทุกประเด็นที่ผู้ค้นหาต้องการได้ดีกว่าอยู่แล้ว แถมยังดีต่อการตรวจสอบข้อมูลการเชื่อมโยงคีย์เวิร์ดและบทความของ Google ในการแสดงผลลัพธ์ ยิ่งถ้าบทความนั้นตอบโจทย์ต่อปัญหาและความต้องการของผู้ค้นหา ณ ขณะนั้น ก็จะเกิดการแชร์และการคลิกเข้าไปอ่านมากขึ้น ประโยคของบทความต้องตรงประเด็นและชวนให้กดเข้าไปอ่าน ถ้ามีสื่อต่าง ๆ อย่างภาพ วิดีโอ เพลงหรือมินิเกมต่าง ๆ ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจได้มากยิ่งขึ้น

หวังว่าผู้อ่านจะเห็นแล้วว่า หลักการเขียนบทความ SEO ที่เรามานำเสนอนั้นสามารถทำตามได้ไม่ยากเลย ถ้าใครอยากให้เว็บไซต์หรือเพจตัวเองติดอันดับการค้นหาไว ๆ ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับของเราไปปรับใช้ในการเขียนบทความครั้งต่อไป

สร้างรายได้จากโพสต์ด้วย SEO On-Page

Digital Product คือ สินค้าดิจิทัล ที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สามารถทำรายได้ หรือใช้เป็นเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนและเครื่องมือที่ช่วยให้มือใหม่ที่สนใจสร้างรายได้จาก Digital Product บน Social media ได้นำไปปรับใช้ในการทำ Content ให้น่าสนใจ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มผู้ติดตามและนำไปสู่การสร้างรายได้บนโลกออนไลน์

3 ขั้นตอนในการสร้างโพสต์ที่มีประสิทธิภาพ

1.หาหัวข้อคอนเทนต์ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย (Winner Content)
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนที่ช่วยเลือกหัวข้อคอนเทนต์ที่ช่วยดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย นักเขียนบล็อกมือใหม่ควรเรียนรู้พื้นฐานในการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ก่อน เพราะ SEO คือ กระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ หรือบล็อกติดอันดับบน Search Engine (Google, Yahoo, Bing หรือ WiKisearch) โดยสิ่งสำคัญที่สุดของการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ คือ ควรมี Winner Keyword หรือ คำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหาข้อมูล โดย Keyword ที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาเยอะ มีคู่แข่งน้อย และมีความเฉพาะเจาะจงพอสมควร เช่น “ปากกาเคมีสำหรับเขียนในน้ำ” เป็นต้น เมื่อได้ Winner Keyword ที่เหมาะสมให้นำ Winner Keyword มาตั้งชื่อหัวข้อคอนเทนต์ โดยคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ๆ คือ กำลังเป็นกระแส, มีประโยชน์ และมีความน่าสนใจ

2.เนื้อหาคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งาน
นักเขียนคอนเทนต์มือใหม่หลายคนให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่อง SEO มากกว่าการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ทำให้เนื้อหาคอนเทนต์ที่ได้ไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้งาน เมื่อเนื้อหาคอนเทนต์ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็จะส่งผลต่อการติดอันดับบน Search Engine ด้วย โดยวิธีที่ช่วยให้การสร้างเนื้อหาคอนเทนต์มีความน่าสนใจ ผู้ทำคอนเทนต์ควรศึกษาหาข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Pantip.com, Facebook Group หรือ Google Trend เป็นต้น เพื่อที่ผู้ทำคอนเทนต์จะได้ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายกำลังมีปัญหาเรื่องใดและจะหาวิธีแก้ไขได้อย่างไร

3.ทำภาพประกอบบทความ (Infographic)
Infographic เป็นองค์ประกอบที่ Search Engine เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้กลุ่มผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากการสรุปเนื้อหาหลักและสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ผู้ทำคอนเทนต์ต้องการจะสื่อได้ง่ายขึ้น โดย Infographic ที่ดีควรมีเนื้อหาที่ครบถ้วน มีการออกแบบที่สวยงาม สีสันสดใส มีขนาดภาพที่เหมาะสม ง่ายต่อการอ่าน แต่ไม่ทำให้หน้าเว็บโหลดช้า และตั้งชื่อ/คำอธิบายภาพด้วย Winner Keyword ซึ่งการมีภาพอินโฟกราฟิกบนหน้าเพจหรือหน้าบล็อกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดอันดับ Infographic Image Optimization หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Search Engine ด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดในการนำ 3 เทคนิคในการสร้างรายได้จากโพสต์ด้วย SEO On-Page ข้างต้นไปใช้บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผู้ทำคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับเป็นสำคัญ เมื่อคอนเทนต์มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ก็จะสามารถสร้างรายได้จากโพสต์ได้ในที่สุด

วิธีการทำ SEO แบบผิด ๆ ที่นักการตลาดออนไลน์ควรบอกลาโดยด่วน

เพราะการที่เว็บไซต์ติดหน้าแรกของผลการค้นหาย่อมนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังทำให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเห็นเว็บไซต์คุณมากขึ้นอีกด้วย โดยวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของการค้นหาคือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization โดยการทำ SEO มีองค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็มีนักการตลาดออนไลน์จำนวนไม่น้อยที่เลือกทำ SEO ผิดวิธี ซึ่งส่งผลต่อการให้คะแนนจาก Search Engine และทำให้เว็บไซต์ตกอันดับอย่างน่าเสียดาย

วิธีการทำ SEO แบบผิด ๆ ที่ควรบอกลาโดยด่วน

มองข้ามขั้นตอนการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด
เรียกได้ว่าเป็นความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ในการเริ่มต้นทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสค้นหาเจอเว็บไซต์ของเราจากคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนกลับมองข้ามขั้นตอนนี้อย่างน่าเสียดาย เพราะฉะนั้นควรมองหาเครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่มีทั้งแบบใช้งานฟรีและแบบมีค่าใช้จ่าย เพื่อดูว่าคีย์เวิร์ดใดบ้างที่นิยมถูกค้นหา เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น

ยัดคีย์เวิร์ดลงในบทความ
แม้ว่าคีย์เวิร์ดในบทความจะเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณง่ายยิ่งขึ้น แต่การยัดคีย์เวิร์ดมากเกินไปลงในบทความก็ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป เพราะนอกจากทำให้บทความไม่น่าอ่านแล้ว ยังทำให้บทความดูไม่น่าเชื่อถือ โดยการเลือกใส่คีย์เวิร์ดควรกระจายทั่วบทความและควรเลือกใส่อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะ Search Engine ก็พัฒนาระบบให้สามารถตรวจสอบคุณภาพบทความได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้นเช่นกัน

ลอกเลียนแบบคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น
Search Engine ให้ความสำคัญคุณภาพคอนเทนต์เป็นอย่างมาก โดยหากตรวจพบว่าเว็บไซต์คุณลอกเลียนแบบคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น นอกจากทำให้เว็บไซต์ถูกลดอันดับแล้ว ดีไม่ดีอาจโดนแบนเลยก็เป็นได้ โดยวิธีที่ถูกต้องคือควรครีเอทคอนเทนต์ใหม่ ๆ ยิ่งเป็นคอนเทนต์ต้นฉบับที่สามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์คุณเท่านั้นยิ่งเป็นตัวเรียกคะแนนจาก Search Engine ได้เป็นอย่างดี

สนใจแต่จำนวนคลิกเข้าเว็บไซต์
แม้ว่าจำนวนคลิกเข้าเว็บไซต์จะมีผลต่อการให้คะแนนของ Search Engine แต่ถึงอย่างนั้นนักการตลาดออนไลน์ก็ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะจำนวนคลิกจนเกินไป เพราะระยะเวลาที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานเว็บไซต์ก็มีผลต่อคะแนนเช่นกัน ดังนั้น เว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย แสดงผลอย่างมีประสิทธิภาพ ดาวน์โหลดรวดเร็ว และมีคอนเทนต์น่าติดตาม จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายใช้งานเว็บไซต์นานยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ

เพราะการผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine จำเป็นต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่าง เพื่อเป็นตัวเรียกคะแนนแก่เว็บไซต์ เพราะฉะนั้นใครที่ยังเลือกใช้วิธีการทำ SEO แบบผิด ๆ แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้อันดับเว็บไซต์ไม่ขยับ แย่กว่านั้นคืออาจทำให้ถูกแบนได้ ดังนั้น แนะนำให้ทำ SEO ด้วยวิธีถูกต้อง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มคะแนนได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้เว็บไซต์คุณได้รับความนิยมและความน่าเชื่อถืออีกด้วย

จุดที่ต้องทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งนั้น ต้องมีการทำ SEO ในหลายจุด เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google ตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่ามีความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพตรงกับการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากกว่าเว็บไซต์อื่น เรามาดูกันว่ามีจุดใดบ้างที่คุณต้องให้ความสำคัญ

1.keyword seo
คีย์เวิร์ด SEO ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำเว็บไซต์ออนไลน์ จะปรากฏอยู่ในบทความ ทั้งส่วนคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป ซึ่งลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะใช้คำนี้ พิมพ์ในช่องสืบค้นของ Google เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้ หากได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็อาจนำไปสู่การซื้อขายสินค้าบนเว็บไซต์คุณตามไปด้วย ไม่ว่าคุณจะจำหน่ายสินค้าประเภทใดก็ตาม การเลือก keyword SEO จึงต้องศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในคอร์สต่าง ๆ หรือผ่านช่อง YouTube ที่มีผู้สอนออนไลน์ไว้มากมาย

2.การทำส่วนหัวเรื่องหรือ title SEO
หัวเรื่องหรือหัวข้อเป็นจุดที่สร้างความดึงดูดใจให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด ส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะคลิกเข้ามาชมหรือเลื่อนผ่าน มีการวิจัยพบว่า หากหัวข้อเป็นเป็นคำที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีความกระชับ อ่านแล้วติดปาก น่าบอกต่อ หรือใช้เป็นประโยคคำถามที่ตรงกับความสนใจของคนส่วนใหญ่ ก็จะมีโอกาสถูกคลิกเข้ามาอ่านเนื้อหาสาระมากกว่าหัวข้อที่ดูเข้าใจยากหรือมีตัวสะกดที่ผิดพลาด อันจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของบทความนั้นทันที

3.รูปภาพประกอบในบทความ
การทำ SEO ให้กับรูปภาพก็เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญ คุณอาจสังเกตได้ว่าในช่อง Search ของ Google จะมีให้เลือกว่า ต้องการค้นหาข้อมูลจากรูปภาพหรือบทความใด ๆ บนฐานข้อมูลกูเกิ้ล ดังนั้น การเลือกคำที่เหมาะสมในการตั้งชื่อภาพ และใช้อธิบายรายละเอียดของภาพ จึงเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้าม และระบบ algorithm ของ Google ก็ไม่สามารถแยกองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพได้ จึงควรใส่รายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ในภาพ ฯลฯ ลงไปในชื่อภาพและ ALT Text ด้วย เช่น “รองเท้ากีฬา ผู้หญิง ไซส์ 40 ลายสปอร์ต สีเทา-ชมพู” จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอเว็บไซต์ของคุณผ่านรูปภาพได้อีกช่องทางหนึ่ง

4.คำโปรย Meta Description
การทำ Meta Description หรือคำโปรย เป็นตัวดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน รองจากการตั้งชื่อหัวข้อหรือ title โดยกำหนดความยาวให้ไม่เกิน 100 ตัวอักษร จะกระชับดีที่สุด เพื่อให้ผู้ที่กำลังลังเลว่าจะคลิกเข้ามาชมหรือไม่ ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น การใส่ keyword SEO ลงไปใน Meta Description ควรแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ ลำดับประโยคอย่างน่าสนใจ กระตุ้นให้อยากรู้อยากคลิกมาชมในเว็บไซต์ จะเป็นผลดีต่อคะแนน SEO ของเว็บไซต์นั้นด้วย

การทำเว็บไซต์ SEO มีหลายจุดที่ไม่ควรมองข้าม อย่างน้อย 4 จุดที่กล่าวไป คือ คีย์เวิร์ด ส่วนหัวเรื่อง คำโปรย และการตั้งชื่อภาพอย่างมีคุณภาพตามหลัก SEO ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรพลาด เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งอื่นที่ขายสินค้าออนไลน์แบบเดียวกันได้มากขึ้น

4 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการทำ SEO ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

สำหรับนักธุรกิจออนไลน์ในยุคปัจจุบันแล้ว การทำ SEO เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ธุรกิจติดอันดันบนหน้าการค้นหาของ Google ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น มีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องเน้นไว้คือ นักธุรกิจมือใหม่หลายคนมักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำ SEO ที่ถูกต้องอยู่ไม่น้อย จนบางครั้งการทำ SEO ก็ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาบอกเล่าถึง 4 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการทำ SEO ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

1.ใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ ให้มากที่สุด
หลายคนมักเข้าใจว่าการทำ SEO ให้ติดอันดับคือการใช้ “คีย์เวิร์ด” ซ้ำกันเยอะ ๆ ยิ่งมากยิ่งดี ซึ่งความจริงแล้ว Google มีระบบ “อัลกอริทึม” ที่จะคอยจัดการกับเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันจนดูไม่เป็นธรรมชาติของภาษาเขียน อาจถูก Google มองว่าเป็น “สแปม” ซึ่งนอกจากจะไม่น่าอ่านสำหรับผู้เข้ามาชมเว็บไซต์แล้ว ยังลดความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์เราอีกด้วย

2.เลือกใช้คีย์เวิร์ดกว้าง ๆ เพื่อง่ายต่อการค้นหา
หลายคนมักคิดว่าการเลือกใช้คีย์เวิร์ดกว้าง ๆ จะช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น แต่ความจริงแล้ว ยิ่งเราใช้คีย์เวิร์ดกว้าง ๆ มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสเจอคู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน หรือทำธุรกิจออนไลน์ประเภทเดียวกันมากขึ้น ถ้าหากเราเป็นเว็บไซต์เล็ก ๆ มีสินค้าหรือบริการให้เลือกไม่มาก การใช้คีย์เวิร์ดเพียงคำสั้น ๆ จะทำให้ยิ่งยากต่อการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นที่ครองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว

3.คัดลอกคอนเทนต์ของเว็บไซต์อื่นมาใช้
ปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก หากเราก็อปปี้หรือคัดลอกคอนเทนต์ของเว็บไซต์อื่นที่ติดอันดับอยู่ก่อนหน้าเพื่อหวังจะได้ติดอันดับบ้าง ก็มีโอกาสสูงที่จะถูก Google แบนเนื้อหาของเราในหน้านั้นไปเลย แถมเว็บไซต์ของเราอาจถูกลดอันดับฐานไม่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือพอจะติดอันดับของ Google นอกจากนี้ หากเจ้าของคอนเทนต์พบเห็นว่าเว็บไซต์ของเรามีการคัดลอกคอนเทนต์หรือบทความของเขา เราก็อาจโดนฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย เรียกว่าไม่คุ้มเลยจริง ๆ

4.หา link จากภายนอกหรือ Backlink ยิ่งมากยิ่งดี
ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะว่าการพยายามสร้าง Backlink เองที่ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนตามธรรมชาติหรือตามคุณภาพของบทความ ก็ไม่ต่างจากการสแปม ซึ่ง Google ก็มีความสามารถวิเคราะห์ความผิดปกติของ Backlinks ต่าง ๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ควรใช้เวลาสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจจะดีกว่า แล้ว Backlinks จะเพิ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อมีผู้อ้างถึงหรือแชร์ต่อ ๆ กันไปบนโลกออนไลน์

การทำ SEO นั้น หลายคนมักจะไปผิดทาง เพราะอยากเร่งให้เห็นผลโดยเร็ว ด้วยวิธีที่ได้ยินมาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่กลั่นกรอง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งใด ขอให้พิจารณาตามหลักและคำแนะนำโดยตรงของ Google จะดีกว่า ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากที่เว็บเพจนี้

รู้จักระบบ algorithm ด้าน SEO ของ Google

คุณภาพของเว็บไซต์ SEO นั้นจะถูกจัดลำดับได้ด้วยการตรวจเช็คของระบบ algorithm ของ Google ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10 ชนิดที่ Google ใช้ในเปรียบเทียบวัดระดับคุณภาพของเว็บไซต์ที่ใช้คีย์เวิร์ดต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตามไปด้วย
เรามาดูกันว่าระบบ algorithm ด้าน SEO ของ Google นั้นมีอะไรบ้าง

1.แพนด้า
ระบบแพนด้านั้นเริ่มใช้มาประมาณ 10 ปีแล้ว มีหน้าที่ในการตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ว่ามีรายละเอียดที่เป็นเอกลักษณ์มากน้อยอย่างไร ให้คุณค่ากับผู้อ่านมากเพียงใด มีการใช้ keyword ซ้ำบ่อย โดยรบกวนสายตาผู้อ่านหรือไม่ หากมีส่วนของเนื้อหาที่เป็นการโฆษณามากกว่าสาระที่เป็นประโยชน์หรือใช้ spam keyword ก็จะทำให้อันดับ SEO ลดต่ำลงได้ ดังนั้น หากจ้างงานนักเขียนบทความออนไลน์ก็ควรตรวจสอบเรื่องการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไปและการคัดลอกจากแหล่งอื่นหรือการ plagiarism ด้วย

2.เพนกวิน
เพนกวินเป็นระบบที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2012 มีหน้าที่ในการตรวจลิงก์เชื่อมโยงต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า backlink การเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่เพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันและมีความน่าเชื่อถือสูงจะช่วยให้อันดับ SEO ดียิ่งขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ทำเว็บไซต์ขายอาหารเสริมกลุ่มวิตามินซี ก็ควรเชื่อมโยงลิงก์ส่วนสาระความรู้ของวิตามินซีว่าให้ประโยชน์อย่างไร ไปที่เว็บไซต์ต่างประเทศที่มีข้อมูลการวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น

3.ไพเรท
เป็นระบบที่ตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์ของเนื้อหาและรูปภาพในแต่ละโพสต์ หากระบบพบว่ามีการแอบอ้างใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือถูกรายงานจากเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง ก็จะทำให้ถูกลดอันดับ SEO ได้ วิธีลดความเสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์ คือ การผลิตเนื้อหาที่สดใหม่ด้วยทีมงานของเว็บไซต์เอง รวมถึงการจ้างนักกราฟิกทำภาพที่เหมาะสมด้วยโปรแกรมต่าง ๆ เช่น adobe photoshop, illustrator ซึ่งจะได้ภาพสวยงามไม่ซ้ำใคร หรือหาแหล่งดาวน์โหลดภาพฟรีในเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่ก็ต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของภาพด้วยเสมอ

4.ระบบเช็คความเป็นมิตรกับโทรศัพท์มือถือ
เป็นระบบที่เริ่มใช้มาประมาณ 5 ปีมานี้ เป็นการตรวจสอบว่าเว็บไซต์นั้น ๆ เหมาะสมกับการแสดงผลผ่านหน้าจอทุกรูปแบบหรือไม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ดังนั้นเจ้าของเว็บไซต์จึงต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอที ในการในการปรับแต่งในส่วนนี้ให้ดีที่สุดด้วย หากตอบโจทย์การใช้งานได้ดีในทุกอุปกรณ์ ก็จะทำให้ระดับ SEO สูงขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า ระบบ algorithm SEO ของ Google ที่ออกแบบขึ้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณภาพของเว็บไซต์ ทำให้ผู้ที่ตั้งใจทำธุรกิจออนไลน์พากันพัฒนาเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้ง่าย มีสาระเนื้อหาที่สดใหม่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น เราหวังว่าบทความนี้ช่วยให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ SEO ในเชิงลึกมากขึ้น เพื่อให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จ

3 เหตุผลที่เจ้าของสินค้าควรทำ SEO

SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีโครงสร้างและสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ Google แนะนำ ตามปกติแล้วในหน้าผลการค้นหาแต่ละหน้า จะมี 10 อันดับ แต่ว่าอัลกอริทึมของ Google นั้นก็มีการอัปเดตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น อันดับในเว็บไซต์จึงมีโอกาสถูกปรับเปลี่ยนได้เสมอ ซึ่งหากใครได้อยู่อันดับหนึ่งหรืออย่างน้อยติดอันดับในหน้าแรก ก็จะได้ประโยชน์ทางธุรกิจอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 3 เหตุผลที่เจ้าของสินค้าควรทำ SEO ดังต่อไปนี้

เหตุผลที่ 1 ทำให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า
การเขียนบทความเข้าไปบนเว็บไซต์ ช่วงแรก Google จะยังไม่ทราบว่าเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับสินค้าอะไรเป็นพิเศษ เจ้าของสินค้าจึงจำเป็นต้องทำ SEO และเน้นการทำบทความสินค้าที่น่าอ่าน ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ ทั้งนี้ต้องมีการค้นคว้าคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมค้นหาด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสการถูกค้นเจอได้ง่าย การใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องและการทำเนื้อหาที่ดีมีคุณภาพ จะทำให้เกิดการแชร์เนื้อหาต่อไปยังแหล่งอื่น ๆ ในอินเทอร์เน็ต ก็จะยิ่งทำให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของเจ้าของสินค้ามากขึ้น และเมื่อ Google เริ่มให้ความน่าเชื่อถือแล้ว เว็บไซต์ก็จะมีโอกาสถูกจัดอันดับในผลการค้นหาสำหรับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลที่ 2 SEO ช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหา
การที่เจ้าของสินค้าหลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องทำ on page optimization คำตอบคือทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Good User Experience ยิ่งเว็บไซต์ขายสินค้าสร้างประสบการณ์ที่ดีมากเท่าไหร่ เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นก็มีโอกาสติดอันดับหน้าแรกมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้เจ้าของสินค้าหลายคนยังสงสัยอีกว่า ทำไมต้องทำ Off page optimization ด้วย คำตอบคือทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Authority หรือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับเช่นเดียวกัน หากเว็บไซต์สินค้าใดมีค่า Authority มาก โอกาสที่เว็บไซต์นั้นจะถูกนำแสดงในหน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น

เหตุผลที่ 3 เนื้อหาที่อัปเดตทันสมัย จะเป็นที่ถูกใจของ Google
ในกระบวนการทำ SEO นั้น จะต้องมีการอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ นำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าและบริการ เช่น แนะนำการใช้งาน หรือเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เว็บไซต์ดูมีความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ และมีทราฟฟิกหรือผู้ชมในอัตราคงที่หรือเพิ่มขึ้น ซึ่ง Google จะให้ความสนใจเว็บไซต์ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้น SEO จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของสินค้าควรใส่ใจและวางแผนทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ Google มองว่าเป็นเว็บที่กำลังดำเนินงานอยู่ และมีโอกาสถูกจัดอันดับในผลการค้นหาที่ดีขึ้นด้วย

นอกเหนือจากการทำ SEO แล้ว เจ้าของสินค้าต้องไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือคุณภาพของสินค้าหรือบริการ เพราะหากติดอันดับหน้าแรกได้แล้ว แต่ถ้าสินค้าไม่สนองความต้องการ หรือไม่ถูกใจผู้บริโภค การติดอันดับหน้าแรกก็จะไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจมีกำไรนัก ในทางตรงกันข้าม หากสินค้าคุณภาพดีถูกใจผู้ใช้ การติดอันดับหน้าแรกก็จะกลายเป็นแรงบวก ส่งผลให้สร้างยอดขายได้มากขึ้น