ธุรกิจทำ SEO ผ่านช่องทางสื่อประเภทใดบ้าง

ธุรกิจทุกวันนี้อาศัยการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO กันมากขึ้นเพื่อให้แบรนด์สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักกว้างขวาง โซเชียลมีเดียเป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจใช้เป็นช่องทางโปรโมทแบรนด์ให้เข้าถึงลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย มาดูกันว่าสามารถทำ SEO ผ่านช่องทางสื่อประเภทใดบ้าง

1.การทำ SEO ลงบนเว็บไซต์ เป็นรูปแบบที่พูดถึงกันมากที่สุด เพราะเป็นรูปแบบการทำตลาดที่มีระยะเวลายาวนานกว่า มีความยั่งยืนมากกว่าสื่อเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ และอื่นๆ การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆ หรือติดอันดับหน้าแรกบน Google สร้างคุณค่าให้เห็นว่าเว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและการโฆษณามีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่เลือกทำ SEO ลงบนเว็บไซต์เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดีจะใช้เวลาค่อนข้างนานระหว่าง 4-6 เดือนหรือบางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการทำ SEO ทั้งการเลือกคีย์เวิร์ดที่เข้าถึงลูกค้า การเขียนบทความลงเว็บไซต์ที่น่าอ่านและดึงคนติดตามจำนวนมาก รวมไปถึงกลยุทธ์ SEO อื่นๆ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดีกว่าคู่แข่ง

2.การทำ SEO บน Facebook Fanpage การทำ SEO ไม่ได้ทำบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียช่วยให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นได้เช่นกัน หมายความว่าการทำเว็บไซต์พร้อมกับลิงก์ไปบนเฟซบุ๊กแฟนเพจทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่ามีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะได้แสดงความคิดเห็นและการสื่อสารหลายช่องทาง ทั้งการแชท เสียง รูปภาพ และวิดีโอ ทำให้ Facebook Fanpage ได้รับความนิยมมาก แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กสามารถกระตุ้นยอด Like, Share หรือ Comment ทำให้โพสต์ต่าง ๆ ถูกส่งต่อออกไปให้คนได้เห็นในวงกว้าง นอกจากนี้ทั้งบทความ รูปภาพ และวิดีโอที่โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กสามารถลิงก์กับเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังเป็นการเสริมความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในคราวเดียวกันด้วย 

3.การทำ SEO บน Youtube การโฆษณารูปแบบวิดีโอมีทั้งภาพและเสียงทำให้ผู้ชมรับรู้ได้เร็วกว่าการอ่าน โดยปกติอ่านบทความยาวหนึ่งหน้ากระดาษใช้เวลาหลายนาที ดูภาพหรือฟังเสียงก็ยังใช้เวลานานกว่า แต่ถ้าดูวิดีโอบนยูทูบเพียงไม่กี่วินาทีก็เข้าใจ เหมาะกับการทำวิดีโอเสนอขายสินค้าหรือบริการ วิดีโอบนยูทูบสามารถโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็วหลังจากมีการแชร์วิดีโอออกไปทำให้มีผู้คนรับรู้และเข้าชมจำนวนมาก ถือเป็นช่องทางการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ หากต้องการข้อมูลแบบละเอียดค่อยเข้าเว็บไซต์ไปอย่างเนื้อหาฉบับเต็มได้ในภายหลัง 

กลยุทธ์การทำ SEO รองรับการทำตลาดออนไลน์หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ หรือวิดีโอที่จัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน จึงควรทำโฆษณาเชื่อมต่อทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันจะยิ่งเป็นประโยชน์ ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและตรงกับความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย ยิ่งมีคนสนใจเข้ามาดูสินค้าหรือบริการมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสเพิ่มยอดขายมากขึ้นในอนาคต

สร้างช่องยูทูปให้ประสบความสำเร็จด้วย SEO

คุณทราบหรือไม่ว่า YouTube ก็จำเป็นต้องใช้หลักการ SEO หรือ search engine optimization เช่นเดียวกับการทำเว็บไซต์และเพจบน facebook เพื่อให้มียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันสัมพันธ์กับรายได้จากการโฆษณาและเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าต่าง ๆ

เรามาดูกันว่าถ้าจะทำ SEO สำหรับช่อง YouTube จะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง

ตั้งชื่อไฟล์รูปตรงกับชื่อหัวข้อนำเสนอ
ไฟล์รูปกับหัวข้อของคลิปวิดีโอควรเป็นชื่อเดียวกัน และมี keyword อยู่ในนั้นด้วย เพื่อให้โอกาสในการถูกสืบค้นเจอมากขึ้น และมั่นใจว่าสาระจะตรงใจกลุ่มเป้าหมายที่กำลังค้นหาข้อมูลเรื่องนั้นพอดี ทำให้มีโอกาสได้ค่าโฆษณาจาก Youtube มากขึ้นตามไปด้วย ตามระยะเวลาการชม

1.ใส่รูปหน้าปกวิดีโอที่ดึงดูด
เราขอเปรียบเทียบการใส่หน้าปกวิดีโอ เหมือนกับการแต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้า ที่สวยงาม จะช่วยสร้างความประทับใจแรกให้คนอยากรู้จักคุณ เช่นเดียวกับที่ผู้ใช้งาน Youtube จะตัดสินใจคลิกจากหน้าปกที่ดึงดูดที่สุด เมื่อถูกค้นหาเจอผ่าน keyword เดียวกัน โดยกำหนดขนาดภาพ ที่ 1280 x 720 และไฟล์ไม่ใหญ่เกินไปกว่า 2 MB

2.ทำลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของคุณ
เชื่อว่าประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่ทำช่อง YouTube มีเว็บไซต์เพื่อรองรับกัน โดย youtube จะเป็นการใช้คลิปนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ ส่วนการทำเว็บไซต์มักเป็นส่วนของเนื้อหาที่ต้องใช้เวลาอ่านมาก การทำลิงก์เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสองแพลตฟอร์มนี้จึงสำคัญมากและเป็นการเพิ่ม Traffic ให้ทั้งสองช่องทางได้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

3.ใช้สถิติแนวโน้มจากหลังบ้าน Youtube มาพัฒนา
เจ้าของช่อง YouTube สามารถดูสถิติย้อนหลังได้ว่าคลิปใดเป็นที่นิยม หรือผู้คนพบคุณได้จากการค้นหา keyword คำใด และจะมาจากส่วนใดของโลก ทั้งยังบอกได้ถึงช่วงเวลาที่ผู้คนนิยมเข้ามาดูคลิป จะทำให้คุณปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

4.กระตุ้นให้คนกดกระดิ่ง subscribe
คุณเคยสงสัยหรือไม่ ว่าทำไมเจ้าของช่องจึงแนะนำให้คน subscribe นั่นก็เพราะทุกครั้งที่มีการอัปเดทคลิปใหม่ ๆ ระบบของ youtube จะส่งข้อความแจ้งไปยังผู้ติดตามให้ทราบ เพื่อคลิกเข้ามาชมได้รวดเร็ว เป็นการสร้างความจดจำแบรนด์ และทำให้เพิ่มยอดวิวได้มากขึ้น

5.ใส่คำอธิบายใน VDO description
การอธิบายว่าคลิปของคุณมีสาระเกี่ยวกับอะไร โดยใส่ keyword ในนั้นด้วย จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ถูกสืบค้นเจอมากขึ้น หากคุณนึกไม่ออก ก็ให้คุณคิดถึงหัวข้อย่อยต่าง ๆ ในคลิปแล้วนำมาเขียนก็ได้

การทำ SEO ให้ช่องยูทูปประสบความสำเร็จนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เจ้าของช่องที่ต้องการขยายกลุ่มผู้ชมให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องหมั่นศึกษากลยุทธ์และพัฒนาสิ่งที่นำเสนอ ให้มีสาระและความบันเทิงดึงดูดใจผู้ชมพร้อมกัน แม้จะเหนื่อยบ้าง แต่ผลที่ได้ย่อมคุ้มค่าแน่นอน

เพราะอะไร SEO จึงเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญในยุคนี้

หากพูดถึงเครื่องมือการตลาดที่มาแรงเป็นอย่างยิ่งในยุคที่การตลาดออนไลน์กำลังแรงอย่างเช่นทุกวันนี้ เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ SEO หรือ การทำ Search Engine Optimization หนึ่งในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่หลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญ นั่นเพราะ SEO มีจุดเด่นที่ช่วยเสริมการทำการตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับยุคปัจจุบัน

เพราะอะไร SEO จึงสำคัญในยุคการตลาดออนไลน์มาแรง

  • การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
    หากเป็นเมื่อก่อนนี้การค้นหาข้อมูลแต่ละครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หลังจากมีอินเทอร์เน็ตเข้ามารวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยากรู้อะไรหรืออยากค้นหาเรื่องไหนก็ง่ายแค่ปลายนิ้ว การที่ผู้ประกอบการทำ SEO จึงสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อผู้บริโภคกดค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่าน Search Engine ก็จะมีโอกาสพบเว็บไซต์ของผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น
  • สอดคล้องกับเทรนด์การตลาดออนไลน์ที่กำลังมาแรง
    ย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือการตลาดออนไลน์ แน่นอนว่าการทำการตลาดส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบออฟไลน์ เช่น การซื้อโฆษณาโทรทัศน์ การซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์ การประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย ฯลฯ แต่ในยุคการตลาดออนไลน์มาแรง การที่ผู้ประกอบการหันมาทำ SEO นอกจากสอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคแล้วยังสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์การตลาดและพัฒนาตนเองให้เท่าเทียมคู่แข่งตลอดเวลา
  • ให้ผลลัพธ์ระยะยาว
    นักการตลาดออนไลน์ทราบดีอยู่แล้วว่าการทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อก้าวสู่อันดับที่ดีขึ้นใน Search Engine และหากทำได้สำเร็จ เพียงหมั่นรักษามาตรฐานแก่เว็บไซต์ก็จะสามารถรักษาอันดับได้ในระยะยาว ทำให้เว็บไซต์ผู้ประกอบการจะถูกทำให้เห็นเป็นอันดับต้น ๆ และยังอาจกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้ใช้งานเสมอ
  • ตัวช่วยเพิ่มยอดขายและเจาะกลุ่มเป้าหมายได้จริง
    การที่ผู้บริโภคกดค้นหาสินค้าและบริการ ย่อมแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีความสนใจซื้อสินค้าและบริการนั้น ๆ การทำ SEO จึงมีส่วนช่วยสร้างการจดจำ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และยังเพิ่มโอกาสตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง อีกทั้งยังได้พบกลุ่มเป้าหมายมีคุณภาพ เพราะกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการอยู่แล้ว ที่สำคัญการตลาดผ่าน SEO ถือว่าใช้งบประมาณไม่มาก เพราะเน้นจัดระเบียบเว็บไซต์ให้เข้าเกณฑ์การให้คะแนนของ Search Engine เป็นสำคัญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลทำให้ SEO คือเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่เหมาะอย่างยิ่งในยุคนี้ และถึงแม้ว่า SEO จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจมีโอกาสเจอกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นและมีโอกาสเพิ่มยอดขาย แต่ถึงอย่างนั้นผลประกอบการไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำ SEO เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการควบคู่กับการทำการตลาดด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อเสริมให้ธุรกิจแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับการเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้า Google โดยไม่เสียเงิน

SEO (Search Engine Optimization) คือการเขียนบทความของเว็บไซต์หรือเพจให้ติดอันดับการค้นหาเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google โดยอาศัยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ผู้คนค้นหา แต่บทความจะเป็นที่ต้องการต่อผู้คนหาได้นั้นก็ต้องอาศัยหลักการเขียนที่ถูกต้อง ฟังแล้วอาจจะดูยาก เพื่อการนี้เราจึงอยากมาแบ่งปันเคล็ดลับการเขียนบทความ SEO ด้วยตัวเอง ให้บทความของเราติดหน้า Google โดยไม่ต้องเสียเงินในแบบเข้าใจง่ายที่ใคร ๆ ก็สามารถทำตามได้

มีเป้าหมายในการเขียน
อย่างแรกที่เราต้องมีในการเขียนบทความ SEO เลยคือเป้าหมายในการเขียนว่า บทความเราเขียนไปเพื่ออะไรและเขียนเพื่อใคร ซึ่งใครในทีนี้ก็คือ กลุ่มคนที่จะกดเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรานั่นเอง โดยเราสามารถศึกษากลุ่มเป้าหมายของเราได้จากช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือตามเพจหรือเว็บไซต์ของคู่แข่งเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน เมื่อได้ข้อมูลแล้ว เราสามารถวิเคราะห์ต่อไปว่า เราจะเขียนบทความเพื่อตอบสนองหรือแก้ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร เพราะถ้าบทความของเราตรงความต้องการของเป้าหมาย โอกาสที่เขาจะกดเข้ามาอ่านก็มีสูงเช่นกัน

หาคีย์เวิร์ดที่เป็นที่ต้องการ
ต่อไปก็คือคีย์เวิร์ดที่โดนใจหรือตรงความต้องการของผู้ค้นหากลุ่มใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาของผู้คนเหล่านั้น ซึ่งในการทำ SEO นั้นคือการเชื่อมโยงคีย์เวิร์ดของผู้ค้นหากับบทความของเราออกมาเป็นผลลัพธ์บนหน้า Google โดยเราสามารถศึกษาคีย์เวิร์ดได้ง่าย ๆ จาก Google Suggest แค่เราพิมพ์คำง่าย ๆ ก็จะแสดงผลลัพธ์คำที่เกี่ยวข้องกับคำที่เราค้นหาที่มีคนค้นหามากที่สุดในช่องที่เด้งขึ้นมาหลังพิมพ์ อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ Search intent ด้วยการค้นหาคำที่ต้องการในช่อง เสร็จแล้วก็จะขึ้นเว็บไซต์ที่ติดอันดับต่าง ๆ เราก็ควรจะเขียนไปในแนวทางเดียวกับที่ผลลัพธ์การค้นหาแสดงออกมา เพราะนั่นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ แต่คีย์เวิร์ดต้องไม่กว้างและแคบจนเกินไป

บทความมีเนื้อหายาวและครอบคลุม
เมื่อได้คีย์เวิร์ดและกลุ่มเป้าหมายแล้วก็มาเริ่มเขียนกันเลย แต่จำนวนคำของบทความนั้นต้องไปสั้นจนเกินไป เน้นเนื้อไม่เน้นน้ำ ซึ่งบทความที่มีความยาวของเนื้อหาพอสมควรนั้นจะครอบคลุมทุกประเด็นที่ผู้ค้นหาต้องการได้ดีกว่าอยู่แล้ว แถมยังดีต่อการตรวจสอบข้อมูลการเชื่อมโยงคีย์เวิร์ดและบทความของ Google ในการแสดงผลลัพธ์ ยิ่งถ้าบทความนั้นตอบโจทย์ต่อปัญหาและความต้องการของผู้ค้นหา ณ ขณะนั้น ก็จะเกิดการแชร์และการคลิกเข้าไปอ่านมากขึ้น ประโยคของบทความต้องตรงประเด็นและชวนให้กดเข้าไปอ่าน ถ้ามีสื่อต่าง ๆ อย่างภาพ วิดีโอ เพลงหรือมินิเกมต่าง ๆ ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจได้มากยิ่งขึ้น

หวังว่าผู้อ่านจะเห็นแล้วว่า หลักการเขียนบทความ SEO ที่เรามานำเสนอนั้นสามารถทำตามได้ไม่ยากเลย ถ้าใครอยากให้เว็บไซต์หรือเพจตัวเองติดอันดับการค้นหาไว ๆ ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับของเราไปปรับใช้ในการเขียนบทความครั้งต่อไป

สร้างรายได้จากโพสต์ด้วย SEO On-Page

Digital Product คือ สินค้าดิจิทัล ที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สามารถทำรายได้ หรือใช้เป็นเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนและเครื่องมือที่ช่วยให้มือใหม่ที่สนใจสร้างรายได้จาก Digital Product บน Social media ได้นำไปปรับใช้ในการทำ Content ให้น่าสนใจ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มผู้ติดตามและนำไปสู่การสร้างรายได้บนโลกออนไลน์

3 ขั้นตอนในการสร้างโพสต์ที่มีประสิทธิภาพ

1.หาหัวข้อคอนเทนต์ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย (Winner Content)
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนที่ช่วยเลือกหัวข้อคอนเทนต์ที่ช่วยดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย นักเขียนบล็อกมือใหม่ควรเรียนรู้พื้นฐานในการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ก่อน เพราะ SEO คือ กระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ หรือบล็อกติดอันดับบน Search Engine (Google, Yahoo, Bing หรือ WiKisearch) โดยสิ่งสำคัญที่สุดของการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ คือ ควรมี Winner Keyword หรือ คำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการค้นหาข้อมูล โดย Keyword ที่ดีควรมีปริมาณการค้นหาเยอะ มีคู่แข่งน้อย และมีความเฉพาะเจาะจงพอสมควร เช่น “ปากกาเคมีสำหรับเขียนในน้ำ” เป็นต้น เมื่อได้ Winner Keyword ที่เหมาะสมให้นำ Winner Keyword มาตั้งชื่อหัวข้อคอนเทนต์ โดยคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ๆ คือ กำลังเป็นกระแส, มีประโยชน์ และมีความน่าสนใจ

2.เนื้อหาคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งาน
นักเขียนคอนเทนต์มือใหม่หลายคนให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่อง SEO มากกว่าการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ทำให้เนื้อหาคอนเทนต์ที่ได้ไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้งาน เมื่อเนื้อหาคอนเทนต์ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็จะส่งผลต่อการติดอันดับบน Search Engine ด้วย โดยวิธีที่ช่วยให้การสร้างเนื้อหาคอนเทนต์มีความน่าสนใจ ผู้ทำคอนเทนต์ควรศึกษาหาข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Pantip.com, Facebook Group หรือ Google Trend เป็นต้น เพื่อที่ผู้ทำคอนเทนต์จะได้ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายกำลังมีปัญหาเรื่องใดและจะหาวิธีแก้ไขได้อย่างไร

3.ทำภาพประกอบบทความ (Infographic)
Infographic เป็นองค์ประกอบที่ Search Engine เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้กลุ่มผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากการสรุปเนื้อหาหลักและสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ผู้ทำคอนเทนต์ต้องการจะสื่อได้ง่ายขึ้น โดย Infographic ที่ดีควรมีเนื้อหาที่ครบถ้วน มีการออกแบบที่สวยงาม สีสันสดใส มีขนาดภาพที่เหมาะสม ง่ายต่อการอ่าน แต่ไม่ทำให้หน้าเว็บโหลดช้า และตั้งชื่อ/คำอธิบายภาพด้วย Winner Keyword ซึ่งการมีภาพอินโฟกราฟิกบนหน้าเพจหรือหน้าบล็อกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดอันดับ Infographic Image Optimization หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Search Engine ด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดในการนำ 3 เทคนิคในการสร้างรายได้จากโพสต์ด้วย SEO On-Page ข้างต้นไปใช้บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผู้ทำคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับเป็นสำคัญ เมื่อคอนเทนต์มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ก็จะสามารถสร้างรายได้จากโพสต์ได้ในที่สุด

วิธีการทำ SEO แบบผิด ๆ ที่นักการตลาดออนไลน์ควรบอกลาโดยด่วน

เพราะการที่เว็บไซต์ติดหน้าแรกของผลการค้นหาย่อมนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังทำให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเห็นเว็บไซต์คุณมากขึ้นอีกด้วย โดยวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของการค้นหาคือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization โดยการทำ SEO มีองค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็มีนักการตลาดออนไลน์จำนวนไม่น้อยที่เลือกทำ SEO ผิดวิธี ซึ่งส่งผลต่อการให้คะแนนจาก Search Engine และทำให้เว็บไซต์ตกอันดับอย่างน่าเสียดาย

วิธีการทำ SEO แบบผิด ๆ ที่ควรบอกลาโดยด่วน

มองข้ามขั้นตอนการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด
เรียกได้ว่าเป็นความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ในการเริ่มต้นทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสค้นหาเจอเว็บไซต์ของเราจากคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนกลับมองข้ามขั้นตอนนี้อย่างน่าเสียดาย เพราะฉะนั้นควรมองหาเครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่มีทั้งแบบใช้งานฟรีและแบบมีค่าใช้จ่าย เพื่อดูว่าคีย์เวิร์ดใดบ้างที่นิยมถูกค้นหา เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น

ยัดคีย์เวิร์ดลงในบทความ
แม้ว่าคีย์เวิร์ดในบทความจะเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณง่ายยิ่งขึ้น แต่การยัดคีย์เวิร์ดมากเกินไปลงในบทความก็ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป เพราะนอกจากทำให้บทความไม่น่าอ่านแล้ว ยังทำให้บทความดูไม่น่าเชื่อถือ โดยการเลือกใส่คีย์เวิร์ดควรกระจายทั่วบทความและควรเลือกใส่อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะ Search Engine ก็พัฒนาระบบให้สามารถตรวจสอบคุณภาพบทความได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้นเช่นกัน

ลอกเลียนแบบคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น
Search Engine ให้ความสำคัญคุณภาพคอนเทนต์เป็นอย่างมาก โดยหากตรวจพบว่าเว็บไซต์คุณลอกเลียนแบบคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น นอกจากทำให้เว็บไซต์ถูกลดอันดับแล้ว ดีไม่ดีอาจโดนแบนเลยก็เป็นได้ โดยวิธีที่ถูกต้องคือควรครีเอทคอนเทนต์ใหม่ ๆ ยิ่งเป็นคอนเทนต์ต้นฉบับที่สามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์คุณเท่านั้นยิ่งเป็นตัวเรียกคะแนนจาก Search Engine ได้เป็นอย่างดี

สนใจแต่จำนวนคลิกเข้าเว็บไซต์
แม้ว่าจำนวนคลิกเข้าเว็บไซต์จะมีผลต่อการให้คะแนนของ Search Engine แต่ถึงอย่างนั้นนักการตลาดออนไลน์ก็ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะจำนวนคลิกจนเกินไป เพราะระยะเวลาที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานเว็บไซต์ก็มีผลต่อคะแนนเช่นกัน ดังนั้น เว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย แสดงผลอย่างมีประสิทธิภาพ ดาวน์โหลดรวดเร็ว และมีคอนเทนต์น่าติดตาม จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายใช้งานเว็บไซต์นานยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ

เพราะการผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine จำเป็นต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่าง เพื่อเป็นตัวเรียกคะแนนแก่เว็บไซต์ เพราะฉะนั้นใครที่ยังเลือกใช้วิธีการทำ SEO แบบผิด ๆ แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้อันดับเว็บไซต์ไม่ขยับ แย่กว่านั้นคืออาจทำให้ถูกแบนได้ ดังนั้น แนะนำให้ทำ SEO ด้วยวิธีถูกต้อง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มคะแนนได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้เว็บไซต์คุณได้รับความนิยมและความน่าเชื่อถืออีกด้วย

สิ่งที่ต้องระวังในการทำ SEO

การทำธุรกิจออนไลน์จำเป็นต้องมีเว็บไซต์หรือเพจในเฟซบุ๊ก เพื่อใช้ในการเผยแพร่บทความประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการ เพื่อกระตุ้นยอดขายและทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในแบรนด์ โดยในปัจจุบันการทำระบบ SEO หรือ search engine optimization มีความสำคัญมาก เพราะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาในเว็บไซต์หรือเพจของคุณได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังในการทำเว็บไซต์ SEO มีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

  1. การคัดลอกเนื้อหา

เนื้อหาบทความในเว็บไซต์หรือเพจ SEO ควรเป็นข้อมูลใหม่ ไม่ไปคัดลอกจากเว็บไซต์ใด ๆ มา เพื่อให้ไม่มีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจถูกเว็บไซต์ต้นฉบับแจ้งรายงานต่อกูเกิ้ล หรือถูกระบบ algorithm ตรวจจับได้ การเขียนเรียบเรียงใหม่หรือการแปลจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน อังกฤษ เกาหลี โดยเฉพาะข่าวดาราต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจการเมือง ฯลฯ ควรทำเป็นสำนวนตัวเองด้วยเช่นกัน ไม่ควรใช้ระบบ Google Translate ซึ่งเป็นระบบ AI ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ มิฉะนั้นจะถูกลดคะแนนอันดับการค้นหาลงไปด้านล่างได้

  1. ความยาวของเนื้อหา

การทำ SEO ให้กับบทความที่อยู่บนเว็บไซต์ ควรมีความยาวมากกว่า 1,000 คำ และเน้นเนื้อหาสาระที่เข้มข้น ตอบโจทย์กลุ่มคนเป้าหมายที่ต้องการหาข้อมูลในเชิงลึกแต่ถ้าทำ SEO ให้กับเพจที่อยู่บน Facebook ควรทำความยาวที่ 100-300 คำ เพราะกลุ่มคนที่ใช้งานเฟซบุ๊กมีความสนใจแตกต่างไปจากเว็บไซต์ ส่วนใหญ่แล้วคนที่เล่น Facebook จะนิยมชมคลิปวีดีโอและอ่านข้อความแบบสั้น ๆ จึงไม่ควรทำเนื้อหายาวเท่ากันหรือใช้ภาพเดียวกันโพสต์ในหลายแพลตฟอร์ม ถ้าเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเช่นนี้ ก็จะวางแผนทำเนื้อหา SEO ที่เหมาะสมได้

  1. ลิขสิทธิ์รูปภาพ

รูปภาพที่ใช้ประกอบในเพจหรือเว็บไซต์ จำเป็นต้องปลอดปัญหาลิขสิทธิ์ กล่าวคือ ต้องไปหาจากเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวบรวมภาพฟรี เพื่อนำมาใช้ได้โดยไม่ถูกฟ้องร้อง หรือสร้างสรรค์ภาพใหม่ขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายรูป และตัดแต่งด้วย Application ต่าง ๆ มิฉะนั้นจะถูกรายงานจากเจ้าของผลงานและเสียค่าปรับการละเมิดลิขสิทธิ์ได้

  1. การตั้งชื่อเพจ

ไม่ควรตั้งชื่อเพจหรือเว็บไซต์แบบขาดหลักการ หากต้องการถูกสืบค้นง่าย ควรใช้ชื่อที่มี keyword ที่คนนิยมสืบค้นและตรงกับสินค้าที่จำหน่ายด้วย เช่น ทำเว็บไซต์ขายดอกไม้ ก็ควรมีคำว่าดอกไม้ หรือ flower หรือ รับทำ SEO ก็ควรมีคำว่า SEO เป็นส่วนประกอบในชื่อเว็บไซต์ด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจดจำง่าย มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่และลูกค้าประจำมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีข้อที่ควรระวังหลายอย่าง หากคุณเข้าใจหลักการและนำมาปรับใช้ในส่วนต่าง ๆ นอกจากจะไม่พลาดทำผิดกฎของ Google หรือเฟซบุ๊ก จนถูกระบบ algorithm ตรวจจับได้แล้ว ยังช่วยให้การทำธุรกิจออนไลน์เติบโตได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้าในระยะยาวด้วย

การเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้เว็บไซต์อันดับดีและมีลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีความนิยมในการจ้างบริษัทเอกชนทำ SEO เป็นจำนวนมาก บางบริษัทก็ทีมงานมีประสบการณ์สูง แต่บางบริษัทก็โฆษณาเกินความจริง จนทำให้เจ้าของธุรกิจเว็บไซต์ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการทำ SEO โดยที่ได้งานคุณภาพต่ำ

ในบทความนี้ จึงได้รวบรวมวิธีการเลือกตัวเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพมาฝากกัน ดังนี้

1. การการันตีผลในการทำ SEO เนื่องจากระบบ Algorithm ของ Yahoo และ Google มีความซับซ้อน ไม่สามารถมีบริษัททำ SEO ที่ยืนยันได้ 100% ว่าจะทำให้เว็บไซต์มีอันดับที่ 1 ในหน้าต่างการสืบค้นได้ ถ้าบริษัทที่จะจ้างการันตีว่าจะทำให้เป็นอันดับที่ 1 ก็มีแนวโน้มที่จะถูกหลอกลวงหรือได้รับงานที่ไม่ตรงกับความคาดหมาย

2. การทำเว็บไซต์ SEO มีองค์ประกอบอยู่หลายส่วน ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำเว็บไซต์จะสามารถบอกได้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลัง มีลำดับขั้นตอนชัดเจนที่สามารถบอกผู้ที่จ้างงานได้ ถ้าบริษัทรับจ้างทำ SEO เริ่มต้นจากการทำ Keyword ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะควรทำส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ (on site Technical audit) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ก่อนจะไปทำส่วนอื่น ๆ เพื่อเป็นการยืนยันว่าระบบการเชื่อมโยงข้อมูลใช้งานได้จริงไม่มีปัญหาที่จะทำให้ธุรกิจออนไลน์หยุดชะงัก

3. การทำ SEO มีสัญญาหรือแพ็คเกจระยะเวลากี่เดือนถึงกี่ปี ถ้ายกเลิกก่อนสัญญา อาจจะต้องมีการเสียค่าปรับระบบได้ เจ้าของเว็บไซต์ที่คิดจะจ้างทำ SEO จึงต้องสอบถามก่อนว่า ถ้างานไม่สำเร็จหรือมีวิธีตรวจสอบคุณภาพงานแบบใดบ้าง เช่น รายงานผลการทำ SEO วิธีการเช็คผลผู้เข้ามาในเว็บไซต์ ฯลฯ หากคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ก็จะป้องกันปัญหาในระยะยาวได้

4. ระบบ Algorithm ของ Search Engine จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในปัจจุบัน มีระบบ PANDA เพื่อหาความซ้ำของบทความ ระบบ PENGUIN เพื่อเช็คคุณภาพของลิ้งค์ ระบบ HUMMINGBIRD เช็คการใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ

ดังนั้นการทำ SEO เพื่อให้ได้อันดับที่ดีจาก Search Engine จึงต้องมีการพัฒนาตามไปด้วย บริษัทที่ทำ SEO จึงต้องสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพงาน ให้ไม่มีปัญหาเมื่อนำบทความและสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ขึ้นบนเว็บไซต์ ทั้งนี้เจ้าของเว็บไซต์ควรทำการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับระบบ AI ด้วย เพื่อทำให้สามารถคุยกันได้เข้าใจยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อนี้ สำคัญต่อการเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาวได้ด้วย

การเลือกบริษัททำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ

ค้าขายออนไลน์ต้องรู้ SEO คืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยให้ผู้ค้าขายออนไลน์สามารถมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มลูกค้าจำนวนมากขึ้น

SEO ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น On- Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งต้องทำควบคู่กันจึงจะทำให้การจัดอันดับของเว็บไซต์ใน Google และ Yahoo ที่วิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ผลดีขึ้น

1. On- Page SEO คือ การใส่เนื้อหาที่มีคุณภาพลงในเว็บไซต์ เช่น บทความที่มีสาระประโยชน์มีความทันสมัยและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับเกมและคีย์บอร์ด อุปกรณ์เกมต่าง ๆ ควรให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ลูกค้าในเรื่องเกี่ยวกับเกม คีย์บอร์ด หูฟัง ตามความเป็นจริง ไม่เน้นที่โปรโมชันหรือการขายสินค้าที่ให้กำไรสูงเพียงอย่างเดียว หากมีบทความอัปเดตบ่อย ๆ จะมีคนเข้ามาอ่านเป็นประจำ ทำให้ Traffic เว็บไซต์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้ผลการจัดอันดับจากการสืบค้นที่ดีขึ้นตามไปด้วย

นอกจากในส่วนเนื้อหาแล้ว ส่วนของรูปและโครงสร้างของเว็บไซต์ก็ต้องมีการปรับปรุงให้ใช้งานง่าย มีตัวอักษรที่อ่านง่าย จัดหมวดหมู่ให้สวยงาม เป็นระเบียบ

ทั้งต้องใช้งานง่ายสำหรับระบบคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เพราะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน นิยมทำผ่านโทรศัพท์มือถือที่พกติดตัวกันเกือบตลอดเวลา ถ้าปรับปรุงเว็บไซต์ SEO ที่ใช้ได้แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็จะทำให้ไม่ได้รับประสิทธิผลเท่าที่ควร

2. ส่วนของ Off-Page SEO คือการเชื่อมโยงลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเข้ามาสู่เว็บไซต์ของร้านค้า หรือที่เรียกกันว่าการทำ Back Link ที่นิยมก็คือการไปโพสต์ตอบคำถามในเว็บไซต์อื่น ๆ พร้อมกับแนบ Link เพื่อให้ผู้สนใจหรือกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สินค้าต่าง ๆ ได้อ่านและเข้ามาถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ร้านค้า

ตัวอย่างเช่น มีผู้ต้องการหาซื้อคีย์บอร์ดเพื่อการเล่นเกมแต่ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร ถ้ามีผู้ไปตอบเอาไว้ในสังคมออนไลน์ โดยมีหลักการเหตุผลให้คำแนะนำที่น่าสนใจ พร้อมแนะนำรุ่นและแนบลิงก์เว็บไซต์เอาไว้ด้วย ก็จะทำให้มีโอกาสที่จะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากการตอบคำถามเหล่านี้ ทำให้ส่งผลดีต่อยอดขายที่จะตามมาด้วย

ผู้ทำกิจการค้าขายออนไลน์จึงควรให้ความสำคัญกับการทำ SEO ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เพิ่มความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสในการแข่งขันกับคู่แข่งธุรกิจรายอื่นได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามการทำ SEO เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาเพื่อสร้างข้อมูลที่เพียงพอสำหรับให้ระบบของ Search Engine วิเคราะห์ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเจ้าของกิจการเอง จากการเรียนรู้จากหนังสือหรือคอร์สทำ SEO และการจ้างบริษัทเอกชน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเป็นแพ็คเกจรายเดือนหรือรายปี

ค้าขายออนไลน์ต้องรู้ SEO คือ

ยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย นี่แหละ “Search Engine Optimization”

มีหลายคนที่สนใจด้าน SEO แต่กลัวเพราะคิดว่ามันยาก และจิตตกเวลาวิเคราะห์โน่นนี่แล้วผลที่ได้มันไม่ดีเท่าที่อยากให้เป็นหรือไปเข้ากลุ่มกับคนทำ SEO แล้วเขาคุยกันว่าใครทำแบบไหนได้ผลอย่างไรพอมาเทียบกับของตัวเองแล้วมันด้อยกว่าทำให้เกิดความเครียด แต่จริงๆคือ SEO จะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่าย มันเป็นแบบนี้จริงๆ

หลายๆคนพยายามใช้ปลั๊กอินต่างๆ บางคนทำเว็บไซด์รองเป็นสิบๆสำหรับทำ BL และทำแบบคุณภาพด้วย บางคนก็หาแนวทางต่างประเทศมาปรับใช้ แต่อันดับก็ไม่ขึ้น เปลี่ยนธีมก็แล้ว ปรับโน่นนี่ก็แล้ว แต่บางคนทำๆทิ้งๆอันดับกลับดี๊ดี มันก็น่าแปลกใจ แต่มันก็เป็นเฉพาะบางครั้งบางเว็บไซด์เท่านั้น ปัจจัยด้านอันดับ SEO มีความหลากหลายยากที่จะเดาทางได้ บางคนแค่เลือกโดเมนดีๆ เลือกโฮสดีๆ มันก็ติดขึ้นมาดื้อๆโดยไม่รู้ตัวก็มี ดังนั้นการทำ SEO ที่น่าจะได้ผลคือการทำแบบธรรมชาติปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกของระบบ เราแค่ทำในสิ่งที่ควรทำกับเว็บไซด์ของเราเช่น ติดตั้งปลั๊กอินเสริมสำหรับการทำ SEO ตรวจคอนเทนต์ ตรวจส่วนต่างๆให้ได้เต็มเปอร์เซ็นต์ของคะแนน SEO โปรโมท และแลกลิงค์ ทำ BL และขยันอัพเดท ทำให้เว็บมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เน้นความสดใหม่ของคอนเทนต์ ทำไปเรื่อยๆ จัดคีย์เวิร์ดมาสับเปลี่ยนบ้างแต่ให้เน้นคำที่เราต้องการ สร้าง Tag ที่น่าจะเชื่อมโยงมายังเว็บไซด์เรา

การไปคอมเม้นท์โดยติดลายเซ็นเว็บเราในส่วนที่เราทำได้ในเว็บอื่นๆที่เราทำได้ มันก็จะช่วยให้เกิดการเข้ามาถึงเว็บไซด์เราได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้คนทำ SEO รู้กันดีและควรให้มันมาแบบธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเครียดและอัดกับ SEO มากเพราะปัจจุบันจะว่ากันจริงๆการทำให้เว็บติดหน้าแรกนั้นบางคนไม่สนใจแล้ว เขาสนในใจการโปรโมทแบบเข้าถึงมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มคนค้าขาย ส่วนคนที่ทำเว็บไซด์สำหรับหารายได้ก็จะสนทางด้าน SEO แต่จะเน้นโปรโมทคู่กันไปด้วย เขาแค่คิดว่าทำแบบไหนให้คนมาเว็บเขาเยอะๆพอแล้วไม่จำเป็นต้องง้อการติดหน้าแรกเพราะปัจจุบันความสำคัญของโลกโซเชี่ยลมันเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องติดหน้าแรกแต่คนก็รู้จักได้ ดังนั้น SEO ก็เหมือนกันถ้ายึดกับอันดับหน้าแรกๆ จะเครียดไปเปล่าๆ ค่อยๆให้มันโตไปในทิศทางที่เราวางทำเว็บให้มีคุณภาพ ตามแนวทางของเราแล้วใช้การโปรโมท ใช้การแชร์ ให้คนเข้าถึงจะได้ประโยชน์ในส่วนอื่นๆมากกว่ายึดแต่อันดับ SEO เผลอๆ ทำเองก็ได้ไม่ต้องจ้างแค่อ่านข้อมูลแล้วทดลองทำตามรับรองว่า SEO จะกลายเป็นเรื่องง่ายแบบที่คุณคาดไม่ถึง